โรคหัวใจขาดเลือด รักษาไม่ทัน อันตรายถึงชีวิต

 

โรคหัวใจขาดเลือด

รักษาไม่ทัน…อันตรายถึงชีวิต

 

รู้หรือไม่ว่า "โรคหลอดเลือดหัวใจ" เป็นอีกหนึ่งโรคที่คนไทยเป็นกันจำนวนมาก

โดยพบว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ที่ติดอันดับ 1 ใน 4 ของประชากรโลกรวมทั้งในประเทศไทย

โดยปัจจุบันมักพบในผู้ที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

 

 

"โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากเกิดอาการแล้ว นั่นหมายถึง

ทุกวินาทีคือชีวิต หากรักษาไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้"

 

ภาวะหลอดเลือดแข็ง คืออะไร

"ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)" หรือ "ภาวะหลอดเลือดตีบ" เป็นภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือด ชั้นใน หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ มีไขมันไปสะสมระหว่างหลอดเลือด จนในที่สุดทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตัน เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการของอวัยวะต่างๆ ขาดเลือดเกิดขึ้น

 

สาเหตุของภาวะหลอดเลือดแข็ง เกิดจาก

  1. การอุดตันหรือตีบแคบของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ

  2. เกิดการสร้างคราบตะกอนไขมันขึ้นตามผนังด้านในของหลอดเลือดแดงของหัวใจ

  3. ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจลดลงหรือเลือดไปเลี้ยงไม่ได้

  4. ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้

 

อย่างไรก็ตาม ไขมันสะสมอุดตันอันเป็นสาเหตุของภาวะหลอดเลือดแข็งไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่สามารถพบได้ตั้งแต่อายุไม่มาก ทั้งนี้เนื่องมาจากพฤติกรรมการรับประทานในปัจจุบันนั่นเอง

 

โรคหัวใจเกิดจากอะไร?

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท

ปัจจัยเสี่ยงที่แปรเปลี่ยนไม่ได้

1. อายุ เมื่ออายุมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

2. เพศ ผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว มีโอกาสเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจใกล้เคียงกับผู้ชาย

3. ประวัติครอบครัว หากมีบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ พี่น้อง เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงที่แปรเปลี่ยนได้

1. น้ำหนักเกินและอ้วน

2. กลุ่มอาการที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ (Metabolic Syndrome) หรืออาจเรียกว่า "อ้วนลงพุง" ร่วมกับมีภาวะความผิดปกติ ได้แก่

  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
  • ระดับ HDL ในเลือด (ไขมันดี) ต่ำ
  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • ระดับความดันโลหิตสูง

3. ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเป็นภาวะที่ไม่แสดงอาการ

4. ความเครียด

5. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคเบาหวาน

6. ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

7. การไม่ออกกำลังกาย

8. การสูบบุหรี่

9. การรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวันน้อยเกินไป

 

เจ็บหน้าอกแบบไหนที่เป็นอาการโรคหัวใจ

  • เจ็บ แน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมากดทับ บีบรัดบริเวณกลางเยื้องมาทางด้านซ้าย โดยมักมีอาการเวลาออกแรงที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

  • ปวดร้าวไปบริเวณแขนซ้ายขึ้นหัวไหล่
  • เหงื่อแตก
  • หน้าซีด คล้ายจะเป็นลม
  • เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน

หากมีอาการดังกล่าว บวกกับมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย นั่นอาจหมายถึงคุณเสี่ยงเป็นโรคหัวใจขาดเลือด

 

 

"เจ็บหน้าอก" แต่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ! อาจเป็นอาการของโรคอื่น

  • แสบร้อนที่หน้าอก เจ็บกลางอกหรือลิ้นปี่ บางครั้งมีเรอเปรี้ยว มักเป็นขณะอิ่ม เกิดจากโรคกรดไหลย้อน

  • เจ็บแปล๊บๆ เจ็บหัวใจเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงหรือถูกไฟช็อต เกิดจากเส้นประสาทอักเสบ
  • จ็บเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเมื่อเอี้ยวตัว เกิดจากกล้ามเนื้อเอ็นหรือกระดูกซี่โครงอ่อนอักเสบ
  • กดเจ็บบริเวณหน้าอก โดยเฉพาะบริเวณกระดูกซี่โครงใกล้ๆ ทรวงอก เกิดจากกระดูกซี่โครงอ่อนอักเสบ
  • เจ็บตลอดเวลา เป็นนานหลายชั่วโมง หรือเป็นวันโดยที่ไม่มีอาการร้ายแรงอื่นๆ เกิดจากกล้ามเนื้อเอ็นหรือกระดูกซี่โครงอ่อนอักเสบ
  • อาการเจ็บไม่สัมพันธ์กับความหนักเบาของกิจกรรม เช่น เจ็บเวลานั่งหรือนอน แต่ขณะทำงานบางครั้งก็ไม่เจ็บ แม้จะออกแรงมากกว่าหรือเหนื่อยกว่า
  • อาการเจ็บหน้าอกเฉพาะด้านขวา

*ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการอาจจะไม่จำเพาะเสมอไป ถ้ามีอาการที่ไม่ชัดเจนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นก็อาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติม

 

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

  2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG: Electrocardiogram)
  3. การถ่ายภาพรังสีของทรวงอก (Chest X-ray)
  4. การตรวจระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจในเลือด (Cardiac Enzyme Test)
  5. การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST: Exercise Stress Test)
  6. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (ECHO: Echocardiogram)
  7. การตรวจวินิจฉัยโรคของหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (Computed Tomographic Angiography)
  8. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiovascular MRI: CMR)
  9. การสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization or Coronary Angiogram)

 

Package – โปรแกรมตรวจคัดกรองโรคหัวใจ คลิก 

 

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รักษาหายไหม?

แนวทางในการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ และร่างกายของคนไข้ ว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ออกกำลังกาย ไม่ดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่ พยายามไม่เครียด ควบคุมน้ำหนัก นั่งสมาธิ
  • การรักษาด้วยยา หลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วจะต้องมียาบางตัวที่ต้องรับประทานตลอด เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ซึ่งผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและการใส่ขดลวด
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือการทำ "บายพาส"

 

Package – โปรแกรมตรวจคัดกรองโรคหัวใจ คลิก 

 

 กับ นายแพทย์ธีรยุทธ เอกโรจนกุล

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์โรคหัวใจ คลิก

 

โทรหาเรา 1728 นัดหมายแพทย์ นัดหมายแพทย์