สังเกตอาการลูกน้อยเสี่ยงป่วย “มือ เท้า ปาก” หรือไม่?

โรคมือเท้าปาก (HFMD) เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus แพร่กระจายได้รวดเร็ว โดยเฉพาะในเด็กเล็กตามโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็ก พบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็กซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ น้ำท่วมปอด และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต! โดยโรมือ เท้า ปาก มีช่องทางการแพร่ระบาด ได้แก่

  • สัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น น้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระผู้ป่วย (เชื้อยังอยู่ในอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์แม้หายป่วยแล้ว)
  • สัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ เชื้อทนทานในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายวัน เช่น ของเล่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ภาชนะอาหาร
  • ไอหรือจาม ติดเชื้อผ่านละอองฝอยระยะใกล้ชิด

สังเกตอาการ ตรวจเช็กลูกน้อยเป็น “มือ เท้า ปาก” หรือไม่?

  • สังเกตพฤติกรรมและวัดไข้ มักมีไข้สูงขึ้นทันที (38-39 องศาเซลเซียส) หรือไข้ต่ำๆ ลูกจะมีอาการงอแงผิดปกติ น้ำลายย้อย ร้องไห้เมื่อกลืน หรือปฏิเสธนม/อาหาร
  • ส่องดูภายในช่องปาก ตรวจดูบริเวณ เพดานปากนุ่ม ลิ้นไก่ กระพุ้งแก้ม และโคนลิ้น มองหาจุดแดงเล็กๆ ที่เปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส หรือแผลเปื่อยตื้นๆ
  • ตรวจดูฝ่ามือและฝ่าเท้า หงายฝ่ามือ สำรวจหลังมือ ฝ่าเท้า นิ้วมือ และนิ้วเท้า มองหาตุ่มน้ำใสขอบแดง หรือผื่นจุดแดงเม็ดเล็กๆ (ตุ่มมักไม่นูนมาก และไม่ค่อยคัน)
  • เช็กจุดซ่อนเร้นอื่น ๆ ตรวจบริเวณ หัวเข่า ข้อศอก ก้น และรอบร่องผ้าอ้อม ผื่นมือเท้าปากในเด็กเล็กมักขึ้นกระจายบริเวณก้นและเข่าร่วมด้วย

สัญญาณเจ็บปาก ‘มือเท้าปาก’ ในทารก เด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้จะไม่สามารถบอกเราตรง ๆ ได้ว่า “เจ็บปาก” แต่ร่างกายและพฤติกรรมจะแสดงออกมาให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้

  • สัญญาณตอนกินนมและอาหาร (ชัดเจนที่สุด)
    • ไม่ยอมดูดนม หรือดูดแล้วร้องกวน
    • น้ำลายไหลย้อยมากกว่าปกติ
    • ปฏิเสธนม/น้ำอุ่น แต่พฤติกรรมนี้อาจเป็นเบาะแสสำคัญ
  • สัญญาณทางพฤติกรรมและอารมณ์
    • งอแงผิดปกติ นอนหลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกบ่อย
    • เอามือ/นิ้วล้วงปากบ่อยๆ
    • เอียงศีรษะหรือเกร็งคอเวลากลืน

วิธีตรวจเช็กเบื้องต้น เบี่ยงเบนความสนใจลูกด้วยของเล่น แล้วใช้นิ้วมือที่ล้างสะอาดแหวกแก้มเบาๆ ใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณเพดานปาก ลิ้นไก่ กระพุ้งแก้ม และโคนลิ้น

คุณพ่อคุณแม่ ดูแลรับมือเบื้องต้นอย่างไรดี…เมื่อลูกน้อยเป็นโรคมือ เท้า ปาก

🍚 การป้อนอาหารและน้ำ

  • ให้ทานของเย็น/อุณหภูมิห้อง ช่วยชาและลดอาการเจ็บปากได้
  • อาหารอ่อน ย่อยง่าย รสอ่อน
  • ใช้หลอดหรือไซริงค์ป้อน

💊 การดูแลเรื่องยาและการรักษาตามอาการ

  • ยาลดไข้/แก้ปวด: พาราเซตามอล 10-15 มก./กก./ครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือเจ็บปากมาก ไม่เกิน 5 ครั้ง/วัน
  • สเปรย์หรือเจลทาแผลในปากสำหรับเด็ก ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี
  • ไม่สะกิด/เจาะตุ่มน้ำ ปล่อยให้ตุ่มน้ำแห้งและฝ่อไปเอง หากเจาะแผลอาจเกิดแผลติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

🧼 การกักตัวและทำความสะอาด

  • แยกเด็กหยุดเรียน จนกว่าไข้จะลงและตุ่ม/แผลแห้งสนิท (โดยทั่วไปประมาณ 7 วัน) เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • แยกของใช้ เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม จาน ชาม
  • ล้างมือและฆ่าเชื้อด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง หลังสัมผัสตัวลูก เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือเช็ดน้ำลาย

การดูแลตุ่มน้ำและผื่นบนผิวหนัง เมื่อลูกเป็น มือ เท้า ปาก

ควรเน้นรักษาตามอาการ ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และปล่อยให้ตุ่มแห้งเอง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

1) การดูแลตุ่มน้ำและผื่นตามผิวหนัง

  • ห้ามเจาะ สะกิด หรือแกะตุ่มน้ำเด็ดขาด
  • หากคันมาก ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลือกใช้ยาทา ไม่ควรซื้อยาทาเองโดยไม่ทราบชนิด
  • กรณีตุ่มน้ำแตกเอง ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) ซับทำความสะอาดเบาๆ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อฤทธิ์แรงทาโดยตรง เพราะจะระคายเคืองและทำให้แผลหายช้าลง
  • ล้างมือให้สะอาดทันทีหลังสัมผัสตุ่มน้ำหรือของเหลวจากแผล เพื่อลดการแพร่เชื้อ

2) สุขอนามัยและการอาบน้ำ

  • อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง เลี่ยงน้ำร้อนจัดเพราะจะทำให้ผิวแห้งและคันมากขึ้น
  • เลือกใช้สบู่สูตรอ่อนโยน มีค่า pH เป็นกลาง
  • ซับผิวเบาๆ หลังอาบน้ำ ใช้ผ้าเช็ดตัวนุ่มๆ ซับผิวให้แห้ง
  • เมื่อตุ่มแห้งแล้ว อาจทามอยส์เจอไรเซอร์บางๆ ช่วยลดการลอกของผิว

3) การเลือกเสื้อผ้าและการดูแลทั่วไป

  • สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เนื้อนุ่มหลวมสบาย
  • ตัดเล็บลูกให้สั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกาตุ่มน้ำ
  • เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยขึ้น หากมีผื่นหรือตุ่มขึ้นบริเวณก้น ให้เปลี่ยนผ้าอ้อมทันที

หากพบว่าตุ่มน้ำมีลักษณะกลายเป็นหนองสีเหลือง/เขียว ผื่นรอบๆ บวมแดงและร้อนขึ้นชัดเจน หรือลูกมีไข้สูงกลับมาอีกครั้ง แสดงว่าอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ควรพาไปพบแพทย์ทันที​​​​​​​​​​​​​​​​

สัญญาณอันตราย พาไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการเหล่านี้ (ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง มักพบในเชื้อ EV71)

  • ซึมลง ไม่ร่าเริง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสะดุ้งผวาบ่อยผิดปกติ
  • ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือเดินเซ
  • หายใจเร็ว หอบเหนื่อยผิดปกติ หรือใจสั่น
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน
  • อาเจียนพุ่ง หรืออาเขียนซ้ำๆ
  • สัญญาณขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา

หากพบอาการกลุ่มนี้ ควรรีบพาบุตรหลานมาพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอดูอาการที่บ้าน

โรคมือ เท้า ปาก ป้องกันอย่างไรดี? 

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ/เปลี่ยนผ้าอ้อม
  • ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสบ่อยๆ แยกผู้ป่วยทันที
  • หากเด็กมีไข้ร่วมกับตุ่มน้ำในปากหรือผื่นมือ/เท้า ให้หยุดเรียนจนกว่าไข้จะลงและตุ่มแผลแห้งสนิท
  • หลีกเลี่ยงใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า
  • ฉีดวัคซีน EV71 ช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อสายพันธุ์ที่เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ​​​​​​​​​​​​​​​​

ฉีดวัคซีนป้องกัน ก่อนโรคมือ เท้า ปาก ระบาด !! การฉีดวัคซีนจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตลูกน้อยได้

  • ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมือเท้าปากที่มาจากการติดเชื้อ EV71 ได้ 97.3%
  • ประสิทธิภาพการป้องกันโรคมือเท้าปากจากเชื้อ EV71 ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล 88.0%
  • ประสิทธิภาพการป้องกันโรคมือเท้าปากรุนแรงจากเชื้อ EV71 ได้ 100%

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการที่อาจเป็นภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ มีไข้สูง ซึม อ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ และชัก หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน!!!

ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์ธนกร กาญจนประดับ กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ  | ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทาง ที่ สถาบันกุมารเวช โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save