มะเร็งเต้านม โรคที่พบมากที่สุดในผู้หญิงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้นๆ คุณผู้หญิงควรหมั่นตรวจเช็กตัวเองเป็นประจำ เพราะถ้าเรารู้ตัวเร็วก็สามารถรักษาได้ทันก่อนที่เชื้อจะลุกลามมากยิ่งขึ้น มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นหลายชนิด ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “ก้อน” เสมอไป หากมองข้ามสัญญาณเหล่านี้อาจทำให้เสียโอกาสในการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆได้
เช็ก 6 สัญญาณเตือนภัยเงียบของมะเร็งเต้านม ที่ไม่ใช่ก้อน!
- ผิวหนังเต้านมบุ๋ม รั้ง หรือเป็นรอยย่น (Dimpling) มีลักษณะเหมือน “ลักยิ้ม” ถูกดึงรั้งลงไป หรือมีรอยย่นคล้ายผิวส้มที่ขรุขระ เกิดจากก้อนเนื้อร้ายใต้ชั้นผิวหนังเริ่มยึดดึงรั้งเอ็นและเนื้อเยื่อเต้านมเข้าหาด้านใน
- หัวนมเปลี่ยนรูป หัวนมบุ๋ม หรือถูกดึงรั้ง (Nipple Retraction) หัวนมที่เคยยื่นออกมาตามปกติ กลับ หด บุ๋ม หรือถูกดึงเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง อย่างเห็นได้ชัด (ไม่ใช่กรณีที่เป็นหัวนมบุ๋มมาตั้งแต่เกิด)
- มีของเหลว ผิดปกติไหลออกจากหัวนม (Nipple Discharge) มีน้ำเหลือง เลือด หรือของเหลวใสๆไหลออกจากหัวนมเพียงข้างเดียวโดยไม่ได้บีบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของความผิดปกติในท่อน้ำนม
- เต้านมมีความร้อน แดง บวม หรือบวมโตผิดปกติ (Inflammatory Breast Cancer) เต้านมข้างใดข้างหนึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นผิดปกติ ผิวหนังมีสีแดงคล้ายอาการเต้านมอักเสบ คัน หรือรู้สึกปวดตึงร้อนตลอดเวลา
- ผิวหนังรอบหัวนม หรือหัวนมลอกเป็นแผล (Paget’s Disease of the Breast) มีผื่นแดง คัน ผิวหนังแห้งตกสะเก็ด หรือเป็นแผลเรื้อรังบริเวณหัวนมและลานนม คล้ายกับโรคผื่นแพ้/ภูมิแพ้ผิวหนัง แต่ทายาแล้วไม่หายขาด เกิดจากเซลล์มะเร็งกระจายมาตามท่อน้ำนมจนถึงบริเวณหัวนม
- คลำเจอก้อนแข็งที่ใต้รักแร้ หรือไหปลาร้า (Axillary Lymph Node) แม้จะคลำเต้านมแล้วไม่เจอก้อนอะไรเลย แต่กลับคลำเจอ ก้อนนูนแข็ง กดไม่เจ็บ บริเวณใต้รักแร้หรือเหนือไหปลาร้า ซึ่งเกิดจากเซลล์มะเร็งเต้านมกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
ให้สังเกตทั้งรูปทรง สีผิว ผิวสัมผัส และหัวนม หากพบความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อย่ารอให้คลำเจอก้อน หรือรอให้มีอาการเจ็บ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
เซฟเก็บเลย วิธีคลำเต้านมด้วยตัวเองที่ถูกต้อง
วิธีคลำเต้านมด้วยตัวเองที่ถูกต้องและครอบคลุมเนื้อเยื่อทั้งหมด ไม่ใช่แค่การใช้มือบีบหรือจับสุ่มๆ แต่มีขั้นตอนและเทคนิคมาตรฐานที่ควรทำเป็นประจำทุกเดือน ดังนี้
- สำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือน ตรวจหลังประจำเดือนหมดไปแล้ว 7–10 วัน (เป็นช่วงที่เต้านมยุบตัวและนิ่มที่สุด ไม่เจ็บตึงจากฮอร์โมน)
- สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือตั้งครรภ์ ให้เลือก “วันเดิมของทุกเดือน” เป็นวันนัดหมายเช็กเต้านมตัวเอง (เช่น ทุกวันที่ 1 ของเดือน)
ขั้นตอนเช็กเต้านมด้วยตัวเอง
1. ขั้นตอนการ “ดู” หน้ากระจก ถอดเสื้อผ้าท่อนบนยืนหน้ากระจกปล่อยแขนตามสบาย แล้วสังเกตความผิดปกติของเต้านมทั้งสองข้างใน 3 ท่า
-
- ท่าปล่อยแขนตรงสังเกตขนาด รูปร่าง และความสมดุลของเต้านมทั้งสองข้าง
- ท่าชูแขนขึ้นเหนือหัวสังเกตว่าผิวหนังหรือหัวนมถูกดึงรั้ง บุ๋มลงไป หรือมีรอยแผล/สะเก็ดไหม
- ท่าวางมือบนสะโพกแล้วกดไหล่ไปข้างหน้าท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าอกตึง ทำให้มองเห็นรอยบุ๋มหรือความผิดปกติใต้ผิวหนังได้ชัดเจนขึ้น
2. ขั้นตอนการ “คลำ” (Palpation) นอนราบลงบนเตียงแล้วใช้มืออีกข้างตรวจเต้านม โดยมีเทคนิคสำคัญดังนี้
-
- ใช้ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง รวมกัน 3 นิ้ว วางราบลงไป ห้ามจับจิกเนื้อเต้านมขึ้นมา เพราะจะทำให้รู้สึกเหมือนเป็นก้อนเนื้อหนาๆ
- ใช้น้ำหนักกด 3 ระดับในจุดเดียวกัน คือ กดเบา (สัมผัสชั้นใต้ผิวหนัง), กดปานกลาง (สัมผัสเนื้อเยื่อชั้นกลาง) และ กดลึก (สัมผัสถึงกระดูกซี่โครงด้านในสุด)
- รูปแบบการคลำ (เลือกแบบที่ถนัด)
- แบบก้นหอย (Circular) วนนิ้วเป็นวงกลมเล็กๆ จากด้านนอกวนเข้าหาหัวนม
- แบบขึ้น-ลง (Up and Down / Grid) คลำสลับขึ้นลงไล่จากบนลงล่างให้ทั่วทั้งเต้า
- แบบซี่ล้อจักร (Wedge) คลำจากฐานเต้านมพุ่งเข้าหาหัวนมทีละส่วนเหมือนซี่ล้อรถ
ต้องคลำให้ทั่ว ตั้งแต่ กระดูกไหปลาร้าด้านบน, ฐานหน้าอกด้านล่าง, ร่องอกตรงกลาง, ไปจนถึงบริเวณ “รักแร้” และอย่าลืมบีบหัวนมเบาๆ เพื่อดูว่ามีน้ำหรือเลือดผิดปกติไหลออกมาหรือไม่?!

••••••
คลำเจอก้อน…ที่เต้านม มะเร็งหรือซีสต์?
คลำเจอก้อนที่เต้านมอย่าเพิ่งตกใจ แต่ก็อย่าชะล่าใจเช่นกัน เพราะก้อนที่เต้านมนั้นไม่ได้มีเเค่มะเร็งเท่านั้น เพราะก้อนเนื้อที่เต้านมส่วนใหญ่ก็เกิดจากก้อนซีสต์ (ถุงน้ำ)ได้บ่อย ก่อนอื่นเราต้องแยกความแตกต่างของทั้งสองอย่างนี้ให้ออก แล้ว “ซีสต์” กับ “มะเร็ง” แยกได้อย่างไร? จับแล้วต่างกันตรงไหน
ซีสต์เต้านม
- สัมผัส: ก้อนนิ่ม ยืดหยุ่น เคลื่อนที่ไปมาได้ง่าย
- อาการ: มักมีอาการตึงหรือเจ็บ โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน
- ขนาด: ขยายหรือยุบลงตามระดับฮอร์โมน/รอบเดือน
- ผิวหนัง: ไม่มีเปลี่ยนแปลงของผิวหนังภายนอก
- ความอันตราย: ไม่ลุกลาม และไม่เปลี่ยนเป็นมะเร็ง
มะเร็งเต้านม
- สัมผัส: ก้อนเนื้อแน่น ขอบเขตไม่ชัดเจน มีความแข็ง ขรุขระ ยึดแน่นกับเนื้อเยื่อ เคลื่อนที่ยาก
- อาการ: ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการเจ็บในระยะแรก
- ขนาด: โตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยุบลงตามรอบเดือน
- ผิวหนัง: อาจมีผิวบุ๋ม ผิวขรุขระเหมือนผิวส้ม หัวนมบุ๋ม หรือมีเลือด/น้ำเหลืองไหลออก
- ความอันตราย: สามารถลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นได้
สัญญาณที่ควรรีบไปพบแพทย์
- ก้อนมีลักษณะแข็งมาก คลำแล้วไม่ดุกดิกตามนิ้ว
- รูปร่างเต้านมเปลี่ยนไป หรือผิวหนังเหนือเต้านมรั้งบุ๋มลง
- มีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลออกจากหัวนม
- คลำเจอก้อนแข็งเพิ่มเติมบริเวณใต้รักแร้
••••••
Mammogram vs Ultrasound ต่างกันอย่างไร? อายุเท่าไรควรตรวจ
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ (ประมาณ 85-90%) ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมาก่อน ดังนั้น การตรวจคัดกรองจึงสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่มีกรรมพันธุ์ การคลำไม่เจอก้อนไม่ได้แปลว่า คุณยังไม่เสี่ยง! ทั้งแมมโมแกรม (Mammogram) และ อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เป็นเครื่องมือตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ที่มองเห็นเนื้อเยื่อคนละมุม และมีความเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุที่ต่างกัน
แมมโมแกรม (Mammogram) ใช้ รังสีเอกซ์ (X-ray) ปริมาณต่ำ กดบีบเต้านมเพื่อถ่ายภาพโครงสร้างภายใน สามารถตรวจพบ “หินปูน” (Microcalcifications) ซึ่งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งระยะเริ่มต้นที่มือคลำไม่เจอและไม่สามารถเห็นได้จากอัลตราซาวนด์ เหมาะกับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป สามารถตรวจคู่กับอัลตราซาวนด์จะช่วยให้ผลตรวจแม่นยำที่สุด เพราะแมมโมแกรมจะช่วยหาจุดหินปูน ส่วนอัลตราซาวนด์จะช่วยกวาดเก็บรายละเอียดก้อนเนื้อในจุดที่เนื้อนมยังแน่นอยู่
อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสะท้อนภาพออกมาบนหน้าจอ (ไม่มีรังสี) สามารถแยกประเภทก้อนได้ชัดเจน ว่าเป็น “ถุงน้ำ (ซีสต์)” หรือ “ก้อนเนื้อแน่น” แต่ไม่สามารถตรวจพบหินปูนระยะเริ่มต้นได้ เหมาะกับผู้หญิงอายุน้อยกว่า 35-40 ปี เพราะผู้หญิงอายุน้อยจะมีเนื้อเยื่อเต้านมแน่น หนา และมีไขมันน้อย
ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจดิจิทัลแมมโมแกรม 1 ครั้ง และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี หากเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้
“มะเร็งเต้านม” ภัยเงียบที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย ในระยะเริ่มต้นไม่ส่งสัญญาณเตือน ไม่ทำให้เจ็บ คลำไม่เจอก้อนไม่ได้แปลว่าร่างกายปกติดีการตรวจคัดกรองจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก





