รู้จัก “ไข้กาฬหลังแอ่น” โรคติดเชื้ออันตราย!

โรคไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร?

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal disease) หรือที่รู้จักกันว่า “โรคไข้กาฬหลังแอ่น” เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis (เรียกสั้นๆ ว่า “เมนินจอก็อคคัส”) โดยเชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดโรคได้ 2 ลักษณะหลัก ได้แก่

  • ไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) – ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Meningococcemia) – เชื้อแพร่กระจายในเลือด ทำให้เกิดภาวะช็อก และผิวหนังมีจุดเลือดออก


โรคนี้มีความรุนแรงและอาการอาจแย่ลงได้อย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง!!!

สาเหตุของโรคไข้กาฬหลังแอ่น

สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งมีทั้งหมด 13 สายพันธุ์หลัก โดย สายพันธุ์ที่ก่อโรคในคนที่สำคัญ ได้แก่ A, B, C, W และ Y โดยเชื้อนี้สามารถพบได้ในช่องปากและลำคอของคนปกติ แต่บางสายพันธุ์สามารถก่อโรคได้ ในประเทศไทย สายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ Serogroup B และ Serogroup C โดยเฉพาะในเด็กเล็กและวัยรุ่น ซึ่งอาจมีอาการรุนแรง เช่น ไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

แหล่งแพร่เชื้อ เชื้อพบได้ใน ลำคอและจมูกของมนุษย์ รวมถึงผู้ที่มีเชื้อแต่ไม่มีอาการ (carrier) โดยติดต่อแพร่เชื้อผ่าน

  • ละอองไอ
  • น้ำมูกจากผู้ป่วย
  • การไอหรือจาม
  • การใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หรือช้อน
  • เชื้อไม่แพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังทั่วไป หรือการอยู่ในอากาศทั่วไป

จุดสำคัญ : ผู้ที่มีเชื้อแต่ไม่มีอาการ (carrier) สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว

โรคไข้กาฬหลังแอ่นอาการเป็นอย่างไร?

อาการของโรคอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็กและวัยรุ่น อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไข้สูง หนาวสั่น : มีไข้สูงมาก อาจเกิน 40°C
  • ปวดศีรษะรุนแรง : ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
  • อาเจียน : อาเจียนบ่อย โดยไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร
  • ง่วงซึม หรือหมดสติ : มีอาการง่วงมาก ไม่ตื่น หรือตอบสนองช้า
  • ผิวหนังมีจุดเลือดออก (Petechiae / Purpura) : พบจุดเล็ก ๆ สีแดงหรือม่วงบนผิวหนัง อาจขยายเป็นจุดใหญ่ หรือเป็นรอยคล้ำคล้ายรอยถลอก และ ไม่หายเมื่อกด
  • คอแข็ง (Nuchal rigidity) : ไม่สามารถก้มศีรษะลงได้ หรือมีอาการเจ็บคอเมื่อก้ม
  • ชัก หรือสติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง : อาจเกิดอาการชัก หรือมีอาการสับสน

*หากพบ จุดเลือดออกที่ผิวหนัง หรืออาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ควร รีบไปโรงพยาบาลทันที

โรคไข้กาฬหลังแอ่นรักษาได้ไหม?

ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อรับ ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด การรักษาประคับประคองอาจประกอบด้วย การให้ของเหลวทางหลอดเลือด (IV fluids) ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการรักษาใน หอผู้ป่วยหนัก (ICU) และอาจต้องได้รับ ยากระตุ้นความดันโลหิต ยากระตุ้นการทำงานของหัวใจ

การป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

เนื่องจากเชื้อแพร่ผ่าน ละอองไอ หรือ น้ำมูก จากคนที่มีเชื้อ เพราะฉะนั้น การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัส และการดูแลสุขอนามัย ได้แก่

  • ล้างมือบ่อยด้วยสบู่
  • ไม่แชร์ของใช้ส่วนตัว (แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดตัว)
  • หลีกเลี่ยงการจูบหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ใส่หน้ากากอนามัยหากต้องดูแลผู้ป่วย 
  • มีวัคซีนป้องกันได้
  • คนที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดโดยตรง เช่นพ่อแม่  หรือความเสี่ยงสูงอยู่ในสถานที่แออัดเดียวกับผู้ป่วยติดเชื้อ เช่น โรงเรียน บ้านพักนักเรียน หรือการเดินทางกลุ่ม ต้องได้รับยาปฏิชีวนะป้องกัน (Prophylaxis) 

วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ไข้กาฬหลังแอ่นแพร่ง่าย! ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ อุ่นใจกว่า ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันได้ และแนะนำให้ฉีดเด็กทุกคน รวมถึงผู้ใหญ่ที่จะเดินทางไปต่างประเทศที่เป็นแหล่งระบาด แต่ยังไม่ได้รวมในแผนฉีดวัคซีนหลักของประเทศ

วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย

  • วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัสชนิดคอนจูเกต (MenACWY) ป้องกัน 4 สายพันธุ์ย่อย ได้แก่ สายพันธุ์ A, C, W, Y ไม่ป้องกันสายพันธุ์ย่อย B ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบเป็นส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นวัคซีนสำหรับผู้ที่จะเดินทาง แนะนำให้ในกลุ่มเสี่ยงในการสัมผัสโรคไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ย่อย A, C, W, Y ได้แก่
    • ผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง เช่น แถบทวีปแอฟริกา
    • ผู้ที่จะเดินทางไปทำพิธีทางศาสนาที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย
    • นักศึกษาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบยุโรป
    • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือใช้ยาที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน
  • Multicomponent Meningococcal Group B; 4CMenB vaccine วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นชนิดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม B (MenB); Bexsero® ป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ย่อย B เท่านั้น แต่เป็นสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย โดยพิจารณาให้ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่
    • ผู้ที่เดินทางไปถิ่นระบาด
    • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
    • ผู้ที่มีภาวะพร่องคอมพลีเมนต์ (Complement deficiency)
    • ภาวะไม่มีม้าม
    • โรคเลือดบางชนิด
    • และอาจพิจารณาในเด็กแข็งแรงที่อายุน้อยกว่า 2 ปี
    • ฉีดได้ในเด็กอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 เดือน โดยรับที่อายุ 2, 4, 12 เดือน

ตารางการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นชนิดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม B (สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยงในประเทศไทย)

อายุ แผนการฉีดวัคซีน หมายเหตุ
2–6 เดือน 3 โดส: ที่ 2,4,12 เดือน เข็มที่สามต้องฉีดเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน
6–11 เดือน 3 โดส เข็มที่สองเว้นห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 2 เดือน และเข็มที่สามเว้นห่างจากเข็มที่สองอย่างน้อย 2 เดือน และเด็กต้องมีอายุมากกว่า 12 เดือน
12 เดือนขึ้นไป 2 โดส เว้นห่างกัน 2 เดือน สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

โรคไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal Meningitis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงสูง โดยเชื้อจะเข้าทำลายระบบประสาทและกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมักแสดงอาการภายในเวลาอันสั้น เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน ง่วงซึม และปรากฏจุดเลือดออกตามร่างกาย เนื่องจากเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต หากมีอาการสงสัยหรือประวัติสัมผัสกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทันที เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

  • การสร้างภูมิคุ้มกัน: แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่นตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • การเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง: สำหรับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับยาป้องกัน (Chemoprophylaxis) ตามแนวทางระบาดวิทยา

ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์ธนกร กาญจนประดับ กุมารแแพทย์โรคระบบหายใจ สถาบันกุมารเวช โรงพยาบาลศิครินทร์กรุงเทพ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save