“รู้ไหมว่า… ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไข้เลือดออก อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและอันตรายถึงชีวิต!”
ไข้เลือดออก อันตราย! ไข้เลือดออกไม่ใช่แค่เรื่องของไข้สูง หลายคนยังสับสนกับอาการเตือนหลัก และละเลยช่วงวิกฤตที่ไข้เริ่มลดลง แต่อันตรายที่แท้จริงซ่อนอยู่ในความเข้าใจผิดๆ ที่ทำให้การดูแลไม่ถูกต้อง จนพลาดโอกาสรักษา และกลับทำให้อาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสแล้ว จะใช้เวลาเฉลี่ย 4 – 7 วัน อาการของโรคจะเริ่มปรากฏขึ้น ได้แก่ มีไข้สูง (นาน 2-7 วัน) ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อปวดกระบอกตา ตัวแดง ตาแดง การสังเกตอาการเตือน และพามาโรงพยาบาลได้ทันท่วงที คือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก
ระดับความรุนแรงของไข้เลือดออกมี 4 ระดับ
- ระดับ1️ มีไข้สูง แต่ยังไม่พบจุดเลือดออก สามารถดูแลด้วยการเช็ดตัวบ่อยๆ และดื่มน้ำให้เยอะ
- ระดับ2 ให้สังเกตว่าผู้ป่วยดื่มและรับประทานอาหารได้หรือไม่ หากรับประทานและดื่มไม่ได้ให้พามาพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจและดูแลอย่างใกล้ชิด
- ระดับ3 มีความดันเลือดต่ำมาก ชีพจรเต้นเบาและเร็ว มือเท้าเย็น หน้าซีด
- ระดับ4 แรงดันเลือดตกมาก ไม่สามารถวัดค่าได้ หรือการเกิดภาวะช็อค
หากสังเกตพบว่าผู้ป่วยมีอาการป่วยระดับ 2 คือ มีไข้สูง และเริ่มรับประทานอาหารไม่ได้ ควรรีบพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลทันที

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่ระบาดหนักในหน้าฝนทุกปี
ไข้เลือดออก ยิ่ง “เป็นซ้ำ” ยิ่งอันตราย!!
เมื่อฝนตกบ่อย ยุงก็ออกมามากขึ้นเนื่องจากมีแหล่งน้ำขังให้ยุงแพร่พันธุ์ เราทราบกันดีว่า ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) มาสู่คน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้เลือดออก กลุ่มเสี่ยงสูงจึงควรเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกให้ดี ทั้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว หากเป็นอีกครั้งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ช็อก และ เลือดออกมากผิดปกติ
ไข้เลือดออกติดจากคนสู่คนได้ไหม? หากคนในบ้านเป็นไข้เลือดออกจะติดต่อกันไหม? เป็นประเด็นที่หลายคนยังมีความเข้าใจผิดอยู่ ซึ่งในความจริงแล้วไข้เลือดออกไม่สามารถ ติดจากคนสู่คนโดยตรง ไม่สามารถติดได้โดยการจับมือ จูบ กอด ไอหรือจาม หรือแม้แต่การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำร่วมกัน แต่จะสามารถแพร่เชื้อทางอ้อมผ่านยุงลาย
วิธีการแพร่เชื้อของไข้เลือดออก เริ่มต้นจาก: ยุงลายกัดคนที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี → เชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในตัวยุง และใช้เวลาฟักตัวในยุงประมาณ 8–12 วัน → จากนั้น ยุงตัวเดิม ไปกัดคนอื่นต่อและแพร่เชื้อให้ผู้ที่ถูกกัด
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก Qdenga (Denque Vaccine)
วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก เป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง ควรฉีดก่อนฤดูฝน หรือก่อนเข้าพื้นที่เสี่ยง อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานเต็มประสิทธิภาพ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก (Dengue Vaccine) จะช่วยป้องกันไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อซ้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง!!
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Denque Vaccine) ควรฉีดเมื่อไร? ใครบ้างที่ควรฉีด
วัคซีน Qdenga ทางเลือกใหม่ในการป้องกัน โรคไข้เลือดออก ป้องกันได้ทุกสายพันธุ์
สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ 80.2%
ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล 90.4%
- เหมาะสำหรับคนที่มีอายุ 4-60 ปี
- เหมาะสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันไข้เลือดออก โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาด
- ใครที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนก็ฉีดวัคซีน Qdenga เสริมภูมิคุ้มกันได้ ใครที่ไม่เคยเป็นฉีดวัคซีนป้องกันไว้ดีกว่าแก้
ฉีดเมื่อไรดี?
- ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน (เช่น มีนาคม – พฤษภาคม) เพื่อให้ภูมิคุ้มกันสร้างทัน ก่อนฤดูระบาดของยุงลาย
- เมื่ออยู่ในพื้นที่ระบาด เช่น ภาคกลาง/ภาคใต้ของไทย ช่วงฝนตกต่อเนื่อง
- ก่อนเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง เช่น ไปทำงานต่างจังหวัด หรือเดินทางไปต่างประเทศในเขตร้อน
- หลังหายป่วยจากไข้เลือดออก ≥ 6 เดือน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมาปกติ ก่อนกระตุ้นด้วยวัคซีน
- ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน ฉีดแล้วไม่ต้องฉีดซ้ำ ฉีดครั้งเดียวป้องกันได้ตลอดชีวิต
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก เป็นเกราะป้องกันสำคัญในการป้องกันโรคและลดความอัตราการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีประสิทธิภาพในการป้องกันโดยรวม ได้ผลดีทั้งในเด็กและผู้ใหญ่*หากพบว่ามีอาการสงสัยว่าเสี่ยงเป็นไข้เลือดออก ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยด่วน




