รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus)

รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ภัยเงียบจากสัตว์ฟันแทะที่ต้องจับตามอง!

 ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร? ไวรัสฮันตา ไวรัสฮันตาเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญและกำลังเกิดขึ้นใหม่ เป็นไวรัสในสกุล Hantaviridae พบในหนูและสัตว์ฟันแทะ และมีบางสายพันธุ์สามารถติดต่อสู่คนได้ 

การแพร่เชื้อของไวรัสฮันตา ติดต่ออย่างไร?

  • ปกติเชื้อจะแพร่จากสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู สู่คนผ่านการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ เป็นการแพร่เชื้อที่พบได้บ่อยที่สุด
  • การรับประอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งขับถ่ายจากหนู
  • การสัมผัสเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุตา
  • การถูกหนูที่มีเชื้อกัดหรือข่วน

เมื่อติดเชื้อไวรัสฮันตา จะมีอาการอย่างไร?

ซึ่งอาการของโรคแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์ไวรัส ดังนี้

  • กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) พบบ่อยในทวีปอเมริกา อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 38-40%
    • ระยะแรก: มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะหลังและต้นขา ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
    • ระยะวิกฤต: หลังผ่านไป 4-10 วัน จะมีอาการไอและหายใจลำบากรุนแรง แน่นหน้าอก เนื่องจากมีน้ำท่วมปอด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไปจนถึงภาวะช็อก
  • กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome) พบบ่อยในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป อัตราการเสียชีวิตประมาณ 1-15%
    • ระยะแรก: มีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง คลื่นไส้อาเจียน มีจุดเลือดออกตามตัว หน้าแดงตาแดง
    • ระยะวิกฤต: มีเลือดออกผิดปกติ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะไม่ออก บวมน้ำ อาจมีภาวะช็อกจากการเสียเลือด

อาการจะเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ (ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ) แต่หากรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40% ในกลุ่มอาการทางปอด และเสียชีวิตได้ใน 1 สัปดาห์

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาจึงมุ่งเน้นตามอาการและควบคุมภาวะแทรกซ้อนเป็นหลัก ดังนั้น การสังเกตอาการและพบแพทย์อย่างทันท่วงทีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดอัตราความรุนแรงของโรค

ไวรัสฮันตา ป้องกันได้อย่างไร?

  • ✅ รักษาความสะอาดในที่พักอาศัยและที่ทำงาน อย่าให้เป็นที่อยู่ของหนู
  • ✅ ปิดช่องทางไม่ให้หนูเข้าอาคาร เก็บอาหารในภาชนะที่ปิดมิดชิด
  • ✅ หากต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ (เช่น ห้องเก็บของ) ควรเปิดให้อากาศถ่ายเท สวมหน้ากากและถุงมือ และใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดแทนการกวาดเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก แพทย์หญิงวรฉัตร เรสลี อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ ศูนย์อายุรกรรมเฉพาะทาง โรงพยาบาลศิครินทร์กรุงเทพ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save