โรคผิวหนัง ที่พบได้บ่อยและไม่ควรมองข้าม

ปกโรคผิวหนัง
ในปัจจุบัน โรคผิวหนัง หลายชนิดพบได้บ่อยขึ้นทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ซึ่งบางโรคแม้ดูเหมือนไม่รุนแรง
แต่หากละเลยอาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคผิวหนังที่พบบ่อย และหมั่นสังเกตความผิดปกติของผิวหนัง ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้สามารถดูแลป้องกันและรักษาได้อย่างเหมาะสม ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปในขั้นที่รุนแรง

 

โรคผิวหนัง

 

ผิวหนัง เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส

นอกจากนี้ผิวหนังยังช่วยลดการสูญเสียน้ำและป้องกันภาวะขาดน้ำ ทั้งยังช่วยป้องกันอวัยวะภายในจากแรงกระแทกและรังสียูวี(UV)

ผิวหนังยังสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายโดยการขับเหงื่อเพื่อลดความร้อนเมื่ออุณหภูมิสูงและจะมีการหดตัวของหลอดเลือด

เพื่อลดการสูญเสียความร้อนเมื่ออากาศเย็น ผิวหนังยังมีประโยชน์ในการช่วยสังเคราะห์วิตามิน D

ช่วยขับของเสียผ่านต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน ช่วยสมานแผลฟื้นฟูตัวเองเมื่อได้รับบาดเจ็บ

แม้ว่าผิวหนังจะเป็นเกาะป้องกันของร่างกาย แต่ก็สามารถเกิดโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ ได้จากหลากหลายสาเหตุ

ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค ภูมิคุ้มกันผิดปกติ การแพ้ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

โรคผิวหนัง คืออะไร?

โรคผิวหนัง(Skin Diseases) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ การแพ้ ปัจจัยทางพันธุกรรม

หรือความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน โรคผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย

และมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่เป็นผื่นคันเล็กน้อยไปจนถึงภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

โรคผิวหนังคือ

 

โรคผิวหนัง มีแบบใดบ้าง?

โรคผิวหนัง เป็นภาวะผิวหนังอักเสบหลังจากการสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้

โดยอาการอาจมีตั้งแต่ผื่นแดง คัน ผิวแห้ง ผิวลอก ผิวแตก มีตุ่มน้ำพองหรือมีน้ำเหลืองซึม(ในกรณีรุนแรง) มักเกิดบริเวณที่สัมผัสสาร เช่น มือ ใบหน้า คอ

ผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส

โรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส(Contact Dermatitis) … สาเหตุของโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส

  • ผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง (Irritant Contact Dermatitis) เกิดจากสารที่ทำให้ผิวหนังระคายเคืองโดยตรง
  • สารเคมี แอลกอฮอล์ น้ำยาล้างจาน สบู่ที่แรงเกินไป พบบ่อยในกลุ่มที่ต้องล้างมือบ่อย ๆ หรือทำงานกับสารเคมี
  • ผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ (Allergic Contact Dermatitis) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารที่ร่างกายแพ้ เช่น โลหะ(นิกเกิล) น้ำหอม ยางลาเท็กซ์ เครื่องสำอาง

    แนวทางการรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส

    หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ และใช้ครีมบำรุงเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นลดการระคายเคือง

    หรือใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบ(ควรใช้ตามแพทย์แนะนำ)

    ใช้ยาต้านฮีสตามีนช่วยลดอาการคันหลีกเลี่ยงการเกาเพราะอาจทำให้ผิวติดเชื้อได้

    สิว (Acne)

    สิวเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว เป็นภาวะที่รูขุมขนอุดตันจากไขมัน(ซีบัม)

    และเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วทำให้เกิดการอักเสบ และกลายเป็นตุ่มสิวชนิดต่าง ๆ เช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวอักเสบ หรือสิวหัวหนอง

     

    สิว

     

    สาเหตุของสิว

    เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน บางคนเกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปจนมีการอุดตันของรูขุมขน

    นอกจากนี้ยังสามารถการเกิดได้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes รวมไปถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

    ที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น ล้างหน้าแรง ใช้เครื่องสำอางอุดตันรูขุมขน นอนดึก ความเครียด

    แนวทางการรักษาสิว

    สามารถทำได้ด้วยการดูแลเบื้องต้นที่เหมาะกับผู้ที่เป็นสิวไม่รุนแรง เช่น สิวหัวดำหรือหัวขาว

    โดยล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้าสำหรับผิวเป็นสิว เลี่ยงการบีบ แกะ หรือเกาสิว

    ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน(non – comedogenic) เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าเช็ดหน้าอย่างสม่ำเสมอ

    ส่วนเรื่องการกินควรเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง นมวัว หรือของมันมาก

    การรักษาสิวยังสามารถทำได้ด้วยการใช้ยารักษาสิว เช่น ยาทาเฉพาะที่ ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ

    ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตัน และมีการรับประทานยาจะใช้ในกรณีสิวอักเสบรุนแรงหรือดื้อยา

    สุดท้ายหากอาการไม่ดีขึ้นจะต้องรับการรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง

    โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

    เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

    ทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติส่งผลให้เกิดการสะสมหนาเป็นปื้น

    มีลักษณะเป็นขุยสีขาวหรือเงิน และอักเสบเป็นสีแดงสามารถเกิดขึ้นได้ตามร่างกาย

    เช่น หนังศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า หลังมือ หลังเท้า หรือเล็บ

     

    สะเก็ดเงิน

     

    ประเภทของโรคสะเก็ดเงิน

    • สะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา(Plaque Psoriasis) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดผื่นเป็นปื้นแดงมีขุยหนาสีเงิน
    • สะเก็ดเงินชนิดหยอด(Guttate Psoriasis) มีตุ่มเล็ก ๆ กระจายทั่วตัวมักเกิดหลังการติดเชื้อ
    • สะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง(Pustular Psoriasis) ผื่นแดงมีตุ่มหนองมักเกิดบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า
    • สะเก็ดเงินชนิดแดงลอกทั่วตัว(Erythrodermic Psoriasis) เป็นผื่นทั่วตัวรุนแรงต้องรีบรักษา
    • สะเก็ดเงินที่ข้อ(Psoriatic Arthritis) มีผลกระทบต่อข้อต่อทำให้ปวด บวม และผิดรูป
    • สะเก็ดเงินบริเวณซอกพับ(Inverse Psoriasis) ผื่นแดงเรียบไม่มีขุย มักพบที่รักแร้ ใต้หน้าอก หรือขาหนีบ

    สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน

    โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ

    • พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นความเสี่ยงจะสูงขึ้น
    • ภูมิคุ้มกันผิดปกติ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักมากเกินไปและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
    • มีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด อากาศเย็น แอลกอฮอล์ การติดเชื้อบางชนิด และยาบางประเภท เช่น ยาลดความดันโลหิต

    แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน

    ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

    • ทายา เช่น สเตียรอยด์ วิตามินดีสังเคราะห์หรือยาช่วยลดการอักเสบ
    • ฉายแสงUVB ช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิว
    • ยากินหรือยาฉีด เช่น Methoterxate, Biologics (สำหรับผู้ที่เป็นรุนแรง)
    • การดูแลตัวเอง เช่น หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นทาครีมบำรุงให้ความชุ่มชื้นและใช้ยาทาตามที่แพทย์แนะนำ

    โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง(Atopic Dermatitis/Eczema)

    เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ

    ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้นอาการของโรคมักมีผื่นแดง คัน แห้ง ลอกเป็นขุย ผิวแตกหรือเป็นแผลจากการเกา

    บริเวณที่พบได้บ่อยคือ ข้อพับ คอ ใบหน้า และมือ อาจเสี่ยงที่จะติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติมหากมีการอักเสบมาก

     

    โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

     

    สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

    เกิดจากพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกันที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น อาหาร สารเคมี หรืออากาศแห้ง

    และเกิดจากความผิดปกติของเกราะป้องกันผิว(Skin Barrier Dysfunction) ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและระคายเคืองง่าย

    แนวทางการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

    หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ให้ความชุ่มชื้นกับผิวด้วยการทาครีมโลชั่นโดยเลือกสูตรที่ไม่มีน้ำหอมและสารระคายเคือง

    อาจมีการใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาต้านการอักเสบตามแพทย์แนะนำหากเป็นกรณีรุนแรงอาจต้องใช้ยากินหรือยาฉีด

    โรคงูสวัด (Herpes Zoster)

    โรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากเชื้อ ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV)

    เป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสเมื่อคนเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ไวรัสนี้จะยังคงอยู่ในร่างกาย

    ในรูปแบบแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และสามารถกลับมาแสดงอาการใหม่ได้ในรูปแบบของโรคงูสวัด

    เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท

    ซึ่งมักเกิดก่อนผื่นขึ้น 1-3 วัน ลักษณะผื่นจะเป็นผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเกิดเป็นแนวแถบเดียว

    ตามลำตัว ใบหน้า หรือศีรษะ ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แตกและแห้งตกสะเก็ดใน 7-10 วัน ทั้งนี้อาจมีไข้ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะร่วมด้วย

     

    งูสวัด

     

    สาเหตุของโรคงูสวัด

    งูสวัดเกิดจากไวรัส Varicella Zoster ที่แฝงตัวอยู่ในปมประสาท และจะถูกกระตุ้นเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำ

    รวมทั้งมีปัจจัยอื่นเพิ่มเติม เช่น อายุที่มากขึ้น ความเครียด เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน มะเร็ง HIV

    แนวทางการรักษาโรคงูสวัด

    จะใช้ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, valacyclovir, famciclovir ควรเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น

    ในส่วนของยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรืออาจใช้ยาแรงขึ้นสำหรับอาการปวดปลายประสาท

    ที่สำคัญต้องดูแลผื่นให้แห้งสะอาด เพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อน

    โรคลมพิษ (Urticaria)

    คือภาวะที่ผิวหนังเกิดผื่นบวมแดง คัน คล้ายผื่นจากยุงกัด แต่มีขนาดและรูปร่างหลากหลาย

    ผื่นอาจรวมตัวกันเป็นผื่นขนาดใหญ่ บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณเปลือกตา ริมฝีปาก มือ หรือเท้า

     

    ลมพิษ

     

    สาเหตุของโรคลมพิษ

    อาจเกิดจากการแพ้อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม หรือการแพ้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ แก้อักเสบ แอสไพริน

    โรคลมพิษยังเกิดได้จากแมลงกัดต่อย และมีปัจจัยจากอุณหภูมิ เช่น ลมพิษจากความเย็น ความร้อน หรือแสงแดด

    แนวทางการรักษาโรคลมพิษ

    การรักษาโรคลมพิษจะใช้ยาแก้แพ้ เช่น loratadine, cetirizine, fexofenadine

    ในกรณีเป็นรุนแรงหรือมีอาการบวมลึกอาจต้องใช้สเตียรอยด์ชั่วคราว

    โรคผิวหนังอักเสบจากสารพิษของแมลงก้นกระดก

    แมลงก้นกระดก เป็นแมลงขนาดเล็กที่มีลำตัวยาวเรียวสีส้มสลับดำ ลักษณะคล้ายมดและด้วงผสมกัน

    พบได้บ่อยในฤดูฝนหรือบริเวณที่มีแสงไฟในตอนกลางคืน

    ในลำตัวของแมลงก้นกระดกจะมีสารพิษชื่อ เพเดอริน (Pederin) เมื่อสัมผัสกับผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง

     

    แมลงก้นกระดก

     

    อันตรายจากแมลงก้นกระดก

    ทำให้ผิวหนังอักเสบรุนแรง โดยเริ่มจากแสบร้อน คัน ผื่นแดง จนกลายเป็นรอยแดงยาว ๆ 

    คล้ายแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกต่อมาจะมีตุ่มพอง น้ำเหลือง หรือแผลถลอก

    หากใช้มือปัดหรือเกาแล้วเผลอจับผิวหนังส่วนอื่น จะทำให้พิษกระจายและเกิดแผลเพิ่ม

    บางรายอาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย นอกจากนี้หากสารพิษเข้าตาอาจทำให้ตาแดง บวม อักเสบ หรือถึงขั้นตาบอดชั่วคราว

     

    อาการแพ้แมลงก้นกระดก

     

    แนวทางการรักษาเมื่อสัมผัสพิษแมลงก้นกระดก

    ควรรีบล้างผิวหนังด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดทันที จากนั้นซับให้แห้งและสามารถทายาฆ่าเชื้อ

    หรือครีมสเตียรอยด์อ่อน ๆ ห้ามเกาเนื่องจากจะทำให้แผลลุกลามได้

    หากมีตุ่มพองหรือแผลอักเสบ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับยาเพิ่มเติม

    โรคเกลื้อน(Tinea Versicolor)

    เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราประเภทหนึ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนังของคนเรา หากมีปัจจัยกระตุ้นบางอย่าง

    เชื้อรานี้จะเจริญเติบโตมากผิดปกติและก่อให้เกิดอาการของโรคมักมีอาการเป็นรอยด่าง สีขาว น้ำตาล

    หรือชมพูบนผิวหนัง ขอบเขตรอยด่างชัดเจน ผิวบริเวณนั้นอาจลอกเป็นขุยเล็กน้อยจะไม่ค่อยมีอาการคัน

    ยกเว้นกรณีที่เหงื่อออกหรืออากาศร้อนจัด มักพบบริเวณหน้าอก หลัง คอ ไหล่ และต้นแขน

     

    โรคเกลื้อน

     

    สาเหตุของโรคเกลื้อน

    เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า Malassezia ซึ่งเป็นเชื้อราที่พบได้ตามผิวหนังปกติอยู่แล้ว

    เกิดจากเชื้อราที่อาศัยอยู่บนผิวหนังเจริญเติบโตมากผิดปกติ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น

    แนวทางการรักษาโรคเกลื้อน

    • ยาทา เช่น ครีม/แชมพู ใช้แชมพูหรือครีมฆ่าเชื้อราตามแพทย์แนะนำ และรักษาความสะอาดของร่างกาย
    • ยากิน ในกรณีที่เป็นทั่วตัวหรือเป็นซ้ำบ่อย และต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น

    โรคกลาก (Ringworm)

    เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา กลุ่ม Dermatophytes ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายส่วนของร่างกาย

    เช่น ผิวหนัง เล็บ และหนังศีรษะ ลักษณะของอาการคือมีผื่นเป็นวงกลม ขอบชัด อาจนูนและมีขุย คัน

    สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือใช้ของร่วมกับผู้ติดเชื้อ

     

    กลาก

     

    สาเหตุของโรคกลาก

    เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes สามารถแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือใช้ของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ

    แนวทางการรักษาโรคกลาก

    ใช้ยาทาและยากินฆ่าเชื้อราในกรณีที่เป็นมากบริเวณกว้าง หรือเป็นที่เล็บ/หนังศีรษะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น

    โรคเริมที่ผิวหนัง(Herpes Simplex Virus-HSV)

    เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยมาก เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดหลักคือ HSV-1

    จะพบบ่อยที่ตำแหน่งปาก ใบหน้า ลำตัว และ HSV-2 พบบ่อยบริเวณอวัยวะเพศ ก้น

    บริเวณใกล้เคียงจะมีอาการมีตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม ๆ แสบร้อน คัน และแตกเป็นแผลเล็ก ๆ

    มักเกิดที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ อาจมีไข้ ปวดเมื่อย หรือต่อมน้ำเหลืองโตในบางราย

     

    เริม

     

    สาเหตุของโรคเริมที่ผิวหนัง

    เกิดจากเชื้อไวรัส HSV ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผู้ติดเชื้อ การใช้ของใช้ร่วมกัน

    การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้รับยากดภูมิ

    แนวทางการรักษาโรคเริมที่ผิวหนัง

    ใช้ยาต้านไวรัสเพื่อบรรเทาอาการแบบทาสำหรับกรณีไม่รุนแรง และแบบกินสำหรับอาการรุนแรง หรือมีการกำเริบบ่อย

    ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแผลโดยตรง พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดความเครียดเนื่องจากเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เริมกำเริบ

    ในคนที่เคยติดเชื้อแล้วไวรัส HSV จะไม่หายขาดจากร่างกาย แต่จะซ่อนตัวอยู่ในระบบประสาท และกลับมากำเริบได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น

    โรคหิด (Scabies)

    คือโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อปรสิตตัวเล็กมากที่ชื่อว่า ไรหิด(Sarcoptes scabiei) ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกไร(mite) ที่มุดเข้าไป

    ในชั้นผิวหนังเพื่อวางไข่ ทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง ทำให้มีผื่นหรือตุ่มแดงเล็ก ๆ กระจายตัวหรือเป็นเส้นคดใต้ผิวหนัง

    พบได้บริเวณ ง่ามนิ้วมือ ข้อมือ รอบเอว ขาหนีบ บริเวณใต้รักแร้ ในบางรายพบบริเวณอวัยวะเพศจะมีอาการคันมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน

     

    โรคหิด

     

    สาเหตุของโรคหิด

    เกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei ที่ขุดโพรงใต้ผิวหนังและวางไข่ และติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

    เช่น การนอนเตียงเดียวกัน ใช้เสื้อผ้าร่วมกัน

    พบบ่อยในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน หอพัก เรือนจำ บ้านพักคนชรา

    แนวทางการรักษาโรคหิด

    การใช้ยาทากำจัดตัวไรและซักเสื้อผ้า-เครื่องนอนด้วยน้ำร้อนเพื่อลดการแพร่กระจาย

    ในบางกรณีอาจมีการใช้ยากินเช่น Ivermectin

    โรคผิวหนัง บางชนิดอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดอาการเรื้อรัง

    หรือลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ ดังนั้นหากพบอาการผิดปกติ ควรรีบดูแลตัวเองและปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม


    ขอบคุณข้อมูลจาก พญ.ธาญมาส แก้วสนิท
    เรียบเรียงโดย : นางสาวพรสุดา ไผ่โสภา

    Facebook : Sikarin Hospital
    Line@: @sikarinhospital
    Care Center: 1728

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    Privacy Preferences

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    Allow All
    Manage Consent Preferences
    • Always Active

    Save