ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ภัยเงียบสุขภาพที่ต้องระวัง

แพทย์หญิงณัฐกานต์ ตั้งสุขสมบูรณ์

อายุรแพทย์โรคเลือด


ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เนื่องมาจากอาการปวด บวม ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดย 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งในบางรายอาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันนี้ถือเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่เราต้องทำความรู้จักและหันมาให้ความสำคัญ

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คืออะไร?

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย หลอดเลือดสมองตีบตัน และภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ โดยภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เป็นภาวะที่เลือดมีการจับตัวเป็นก้อนภายในเส้นเลือด ทำให้ไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะ เลือดไหลเวียนผิดปกติ จนทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และอาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เกิดจากอะไร?

สาเหตุของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แบ่งออกได้เป็น 3 สาเหตุหลักๆ ได้แก่

  1. ผนังหลอดเลือดผิดปกติ เช่น เกิดจากบาดแผลถูกมีดบาด หรือการเข้ารับการรักษาผ่าตัดบางอย่าง จนทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย รวมถึงในผนังหลอดเลือด มีคราบไขมันอุดตัน
  2. การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งเมื่อเกิดการไหลเวียนของเลือดผิดปกติจะทำให้เสี่ยงเกิดตะกอนได้ง่าย เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวอาจเกิดการกระจุกอุดตัน
  3. การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เกิดจากสารห้ามการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง เช่น ร่างกายขาดโปรตีนที่ทำหน้าที่ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด จึงทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย

สังเกตอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

อาการของภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จะมีอาการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด โดยตำแหน่งที่พบได้
ส่วนใหญ่ ได้แก่

  • ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา – ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำลึก (DVT)

ขาเป็นตำแหน่งที่เลือดไหลเวียนได้ช้า โดยส่วนใหญ่ลิ่มเลือดอุดตันจะพบในหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยจะมีอาการขาโต บวม กดเจ็บ หรือเดินแล้วมีอาการปวดบวมมากขึ้น เมื่อเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยจะปวดบวมใน 2-3 วัน

ลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขา หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รับการรักษาภายในระยะเวลา 3 เดือน จะทำให้เกิดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันในปอดและเสียชีวิตได้

  • ลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Pulmonary Embolism)

เป็นภาวะเสี่ยงที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย เหนื่อยหอบ ซึ่งระดับความเหนื่อยอาจมีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หรือปริมาณลิ่มเลือดที่อุดตัน โดยอาจมีการเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเหนื่อยในช่วงที่ทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้พบอาการแน่นหน้าอกกะทันหัน ความดันโลหิตตก และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย หากเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดเฉียบพลัน

  • ลิ่มเลือดอุดตันในสมอง

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในสมอง อาจทำให้เกิดความเสี่ยงอัมพฤกษ์อัมพาตได้ หรืออาจเสียชีวิตจากภาวะสมองขาดเลือดได้ หากไม่รีบรักษาทันทีหรือรักษาช้า โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว คลื่นไส้อาเจียน และอาจมีอาการชัก

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก โรคใกล้ตัว ใครก็เป็นได้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

  • ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เคยเข้ารับการผ่าตัดต้องนอนนิ่งเป็นเวลานาน การนอนโรงพยาบาลนานๆ
  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีโรคประจำตัว ผนังหลอดเลือดจะยิ่งมีความเสื่อมมากกว่าคนอายุน้อย
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • โรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด
  • มีโรคประจำตัว โรคความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง โรคอักเสบเรื้อรัง
  • รับประทานยาบางชนิด เช่น คุมกำเนิด
  • การตั้งครรภ์ โดยพบว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ทุกๆ 1 ใน 1,000 คนที่กำลังตั้งครรภ์จะเกิดลิ่มเลือด 
  • ติดเชื้อโควิด-19
  • สูบบุหรี่

สัญญาณอันตรายของอาการที่ควรสังเกตและระวัง คือ มีอาการปวดขาและกดเจ็บ บวมแดง หายใจถี่ หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก และไอเป็นเลือด

ตรวจวินิจฉัยได้อย่างไร?

การวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์สงสัยว่าอาจมีลิ่มเลือดอุดตัน โดยสามารถตรวจวินิจฉัยภาวะอุดตันของเส้นเลือดดำ D-Dimer, การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT scan และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI

ป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ด้วยการดูแลสุขภาพของตนเอง ให้ห่างไกลจากการมีประจำตัว หมั่นขยับร่างกาย ออกกำลังกาย และไม่ควรอยู่ในท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ยืดเส้นยืดสายประมาณ 5 นาที ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ งดดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่เกณฑ์มาตรฐาน และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงตรวจเช็กความผิดปกติของหัวใจ

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีน

ปัจจุบัน หลายท่านคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือ ภาวะ VITT (Vaccine-induced immune thrombotic thrombocytopenia) เป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่กระตุ้นการเกิดหลอดเลือดอุดตันจากภูมิคุ้มกันภายหลังได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่อาศัยไวรัสเป็นพาหะ หรือ Viral Vector Vaccine ผลข้างเคียงดังกล่าวพบได้น้อยมาก โดยพบในอัตรา 3.6 : 1 ล้านคน และอาการมักเกิดหลังจากฉีดวัคซีนประมาณ
4-30 วัน โดยควรสังเกตอาการ

  • ปวดศีรษะรุนแรงและต่อเนื่อง
  • มีอาการทางระบบประสาทเฉพาะที่ เช่น ตามัว เห็นภาพซ้อน
  • หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น มีจ้ำเลือดตามตัว มีตุ่มน้ำที่มีเลือดออกภายใน
  • แขน ขา บวมแดง หรือซีด เย็น
  • ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง และอาจมีอาการถ่ายเป็นเลือด
  • หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
  • มีอาการเกิดใหม่หลังฉีดวัคซีน

สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีน 4-30 วัน หรือมีอาการผิดปกติที่ไม่หายหลังฉีดวัคซีนเกิน 3 วัน ควรรีบไปปรึกษาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย เนื่องจากภาวะดังกล่าวสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว


อ้างอิงข้อมูลจาก: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , กระทรวงสาธารณสุข

บทความทางการแพทย์
โทรหาเรา 1728 นัดหมายแพทย์ นัดหมายแพทย์

เว็บไซต์นี้ มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ (Cookies) เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่คุณในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ คุณสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า