อาการปวดขัดเวลาจะขยับตัว ไม่ว่าจะเป็นตอนลุกหรือตอนนั่ง อาจเป็นสัญญาณ “ข้อสะโพก” เริ่มมีปัญหา! ข้อสะโพกเสื่อม ภาวะความเสื่อมจากผิวข้อและกระดูกที่ประกอบเป็นข้อ มีการเสื่อมสภาพตามวัย ทำให้เกิดอาการปวด ทั้งเวลาที่เคลื่อนไหว หรือ แม้แต่เวลาลุกหรือนั่ง
คุณมีอาการเสี่ยงเป็นข้อสะโพกเสื่อมหรือไม่? สังเกตตัวเองจาก 5 สัญญาณเหล่านี้
- ปวดลึกบริเวณสะโพกหรือขาหนีบ อาการเด่นของข้อสะโพกเสื่อมคือ การปวดลึก ๆ บริเวณขาหนีบ หรือร้าวลงไปที่หน้าขา บางครั้งอาจร้าวไปถึงหัวเข่าจนทำให้สับสนว่าปวดเข่าได้
- ลุก-นั่งลำบากมากขึ้น ต้องตั้งหลักก่อนลุก หรือรู้สึกฝืด ๆ ตึง ๆ ในข้อ
- ขยับตัวลำบากในตอนเช้า ตื่นนอนใหม่ ๆ หรือหลังนั่งนาน ๆ จะรู้สึกขยับลำบากต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะคล่อง
- เสียงดังในข้อขณะเคลื่อนไหว เวลาเดิน ลุกขึ้น หรือหมุนตัว จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขัดกันอยู่ในข้อ และอาจมี เสียงกรอบแกรบ (Crepitus) เกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ จนกระดูกเริ่มเสียดสีกันโดยตรง
- สมรรถภาพการเคลื่อนไหวลดลง เริ่มเดินไม่ปกติ น้ำหนักลงขาไม่เท่ากัน บางครั้งต้องเลี่ยงการลงน้ำหนักข้างที่ปวด
ระวัง! ถ้าปล่อยอาการเหล่านี้ไว้นาน “ข้อสะโพกเสื่อม” อาจลุกลามจนต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อได้ ดังนั้น หากมีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดจนรบกวนการนอนหลับ แนะนำควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง สถาบันกระดูกและข้อ
————-————-
รู้หรือไม่…นั่งทำงานทั้งวัน เสี่ยงสะโพกตึงเรื้อรัง!
ไม่ต้องรอให้แก่ ก็เป็นได้!! “ข้อสะโพกเสื่อม” ไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะสาเหตุอาจเกิดมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น สูบบุหรี่จัด ดื่มหนักมาเป็นเวลานาน รับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง รวมไปถึงพฤติกรรมการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงของอาการข้อสะโพกเสื่อมในคนรุ่นใหม่
การนั่งทำงานนานๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเมื่อยล้า แต่มันคือสภาวะที่ร่างกายถูก “ล็อค” ให้อยู่ในท่าเดิมซ้ำ ๆ จนกล้ามเนื้อสะโพกเกิดการปรับตัวผิดปกติ
เพราะอะไร ทำไมนั่งนาน ๆ ถึงทำให้สะโพกมีปัญหา?
- กล้ามเนื้อสะโพกหดสั้น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้า (hip flexor) : ยิ่งนั่งนาน → ยิ่งตึง → ลุกแล้วเหยียดไม่สุด
- กล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง นั่งทั้งวันทำให้กล้ามเนื้อก้นไม่ค่อยได้ใช้งาน : พอลุกเดิน อาจทำให้ปวดสะโพก ปวดหลังตามมา
- เชิงกรานเอียง ปวดหลังล่าง นั่งนาน ๆ ทำให้กระดูกเชิงกรานเสียสมดุล : ส่งผลให้ปวดหลังและสะโพกเรื้อรัง
- เพิ่มความเสี่ยงข้อสะโพกเสื่อม : เมื่อมีแรงกดสะสมบวกกับกล้ามเนื้อไม่ซัพพอร์ตข้อ

————-————-
ข้อสะโพกเสื่อม รักษาได้
วิธีการรักษาโรคข้อสะโพกเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 วิธีด้วยกัน
- การรักษาโดยไม่ผ่าตัด เริ่มจากพักการใช้งานสะโพก การพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัดบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และการรับประทานยาแก้ปวดตามอาการ ส่วนใหญ่ถ้าสะโพกมีความเสื่อมไม่มาก คนไข้ก็จะมีอาการดีขึ้นได้รวดเร็ว
- การรักษาโดยวิธีผ่าตัด โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในกรณีที่คนไข้มีภาวะความเสื่อมมาก ข้อสะโพกผิดรูป และมีอาการเจ็บปวดรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต เช่น เดินไม่ได้ หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกคืออะไร ใครบ้างที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีนี้?
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก (Hip Replacement) คือ การนำข้อสะโพกที่เสื่อมหรือเสียหายออก แล้วใส่ “ข้อเทียม” เข้าไปแทน เพื่อช่วยลดอาการปวด และทำให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติมักใช้ในผู้ป่วยที่เป็น ข้อสะโพกเสื่อม หรือข้อสะโพกถูกทำลายรุนแรง ใครบ้างที่ “จำเป็น” ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ?
- ปวดสะโพกรุนแรง ใช้ชีวิตลำบาก เช่น ปวดแม้ไม่ได้เดิน, ปวดจนรบกวนการนอน
- รักษาวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น เช่น กินยา, กายภาพบำบัด, ฉีดยา
- ขยับข้อสะโพกได้น้อยลงมาก เช่น ลุก, นั่ง, เดินลำบาก
- ข้อสะโพกผิดรูป หรือเสียหายหนัก เช่น กระดูกอ่อนสึกหมด, ข้อเสียดสีกันโดยตรง
- มีโรคหรืออุบัติเหตุที่ทำให้ข้อพัง เช่น ข้อสะโพกเสื่อมระยะรุนแรง, กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ, หัวกระดูกสะโพกตาย (ขาดเลือด)
การผ่าตัดข้อสะโพกเทียม เป็นวิธีช่วยรักษาให้ผู้ที่มีปัญหาข้อสะโพกเสื่อม สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แพทย์จะเลือกการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุด โดยมีเป้าหมายให้เกิดความปลอดภัย และฟื้นตัวเร็ว
หลายคนคิดว่าโรคข้อสะโพกเสื่อมมักเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้ว โรคข้อสะโพกเสื่อมนั้นสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย หากคุณมีอาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็นสัญญาณเตือน ข้อสะโพกเสื่อม ควรต้องรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างทันท่วงที –ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ




