อาการไอเรื้อรัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากการติดเชื้อหรืออาจเกิดจากที่เป็นโรคทางเดินหายใจ หรือจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง หรือมลภาวะทางอากาศ
ลักษณะของอาการไอ
- ไอมีเสมหะ คืออาการไอที่มีเมือก ของเหลว หรือเสมหะขับออกมาจากทางเดินหายใจ สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ การติดเชื้อทางเดินหายใจ, โรคปอดเรื้อรัง, น้ำมูกไหลลงคอ, กรดไหลย้อน
- ไอแห้ง เป็นการไอแบบไม่มีเสมหะ อาจบอกถึงโรคภูมิแพ้, โรคหอบหืด, ระคายเคืองจากมลพิษ, กรดไหลย้อน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- ไอเสียงก้อง อาการเด่นคือไอคล้ายเสียงสุนัขเห่า มักเกิดจากการอักเสบของกล่องเสียง และหลอดลมส่วนต้น ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบ
ไอเรื้อรัง อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งรวมถึง…
- โรคจมูกและไซนัส
- โรคหอบหืด
- โรคภูมิแพ้
- กรดไหลย้อน
- โรคติดเชื้อ
- โรคไอกรน
- โรคปอดติดเชื้อ
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
- ยาลดความดันโลหิต
- มะเร็งปอด
อาการไออย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อร่างกาย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุมากการไออย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บซี่โครง มีอาการเหนื่อยหอบจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากมีอาการไอรุนแรงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างถูกต้อง
ทานยาลดความดันโลหิต แล้ว “ไอ” เกิดจากอะไร?
อาการไอหลังทานยาลดความดันโลหิตเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ซึ่งคือผลข้างเคียงที่แพทย์มักจะเตือนผู้ป่วยเสมอ
ยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor เช่น Enalapril, Lisinopril โดยตัวยาทำให้เกิดการลดการทำลายของ บราดิกินิน (Bradykinin) และ ซับสแตนซ์ พี (Substance P) ส่งผลให้สารเหล่านี้สะสมเพิ่มขึ้นในระบบทางเดินหายใจ สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเส้นประสาทส่วนรับความรู้สึกบริเวณหลอดลม ทำให้หลอดลมเกิดความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงขึ้นและระคายเคืองตลอดเวลา ผลที่ตามมาคือ ไอแห้ง ระคายคอ เหมือนมีเศษผงติดคออยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีเสมหะและไม่มีไข้
ลักษณะเฉพาะของอาการ “ไอจากยาลดความดัน” มักเริ่มไอในช่วงสัปดาห์แรกถึงหลายเดือน อาการไม่ดีขึ้นหลังกินยาแก้ไอ หลังจากเริ่มทานยาตัวนี้ มักไอแห้งรุนแรง ระคายคอ ตลอดทั้งกลางวัน กลางคืน
ผู้ป่วย ห้ามหยุดยาลดความดันเอง และควรไปพบแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา หลังจากที่แพทย์สั่งเปลี่ยนยาแล้ว อาการไอแห้งจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1 ถึง 4 สัปดาห์
3 ตัวการร้าย ที่ทำให้ไอตอนนอน
เป็นอยู่หรือเปล่า? ไอเฉพาะช่วง “กลางคืน” จนตื่น หรือไอทุกครั้งที่ล้มตัวลงนอน การไอเฉพาะช่วงเวลานอน อาจไม่ใช่แค่เพราะอากาศเย็น แต่อาจมีสาเหตุมาจาก…
- โรคกรดไหลย้อน (GERD) → ไอหลังล้มตัวนอน หรือไอแห้งๆ แสบคอ รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ แสบร้อนกลางอก (Heartburn) หรือมีรสขม/เปรี้ยวในคอ
- โรคภูมิแพ้ หรือ ไซนัสอักเสบ (Post-Nasal Drip) → มีน้ำมูกเหนียวเกาะที่หลังลำคอต้องกระแอมบ่อย มีอาการทางจมูก น้ำมูกไหล คัดจมูก
- โรคหืด (Asthma / Cough-Variant Asthma) → ไอจนตื่นตอนดึก/เช้ามืด มีอาการร่วมไอเป็นชุดๆ จนตื่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing)

รู้หรือไม่…อาการไอเพียงเล็กน้อยหรือไอแห้งๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร หากเกิดขึ้นกับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ มักมีโอกาสลุกลามจนวิกฤตได้เร็วกว่าคนปกติหลายเท่า หากคุณเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ควรชะล่าใจเมื่อมีอาการไอ
- กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เนื่องจากผู้สูงอายุมีกลไกการไอเพื่อขับเสมหะที่เสื่อมลงตามวัย และระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบในผู้สูงอายุมัก “ไม่มีไข้” หรือไข้ไม่สูง ทำให้คนรอบข้างคิดว่าไม่เป็นอะไร
- กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (โดยเฉพาะโรคปอดและหัวใจ)
- ผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง (COPD) และหอบหืด
- ผู้ป่วยโรคหัวใจตับ/ไตเรื้อรัง
- กลุ่มผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้ยากดภูมิ ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด, ผู้ป่วยโรคพุ่มพวง (SLE) ที่ต้องกินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง หรือผู้ติดเชื้อ HIV
- กลุ่มผู้ที่สัมผัสสารพิษทางอากาศเป็นประจำ (สูบบุหรี่ / PM 2.5 / โรงงาน) อาการไอที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เช่น ไอถี่ขึ้น หรือไอแห้งๆ ยาวนานขึ้น อาจเป็นสัญญาณแรกของ มะเร็งปอด ที่ซ่อนอยู่
- กลุ่มเด็กเล็ก อาการไอธรรมดาอาจเปลี่ยนเป็นโรคไอกรน, หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หรือปอดบวมได้อย่างรวดเร็ว




