รู้ทันอาการปวดหัว สัญญาณเตือน “เนื้องอกในสมอง”
อาการปวดหัวจาก “เนื้องอกในสมอง” (Brain Tumor) มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการปวดหัวทั่วไป เนื่องจากก้อนเนื้อที่โตขึ้นเรื่อยๆ ไปเบียดเนื้อสมอง เพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะ หรือดึงรั้งเส้นเลือดและเส้นประสาท นี่คือ สัญญาณเตือนอาการปวดหัวที่เสี่ยงต่อเนื้องอกในสมอง
- ปวดมากตอนตื่นนอน หรือปวดจนต้องตื่นกลางดึก
- ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กินยาแก้ปวดตามปกติแล้วไม่หาย หรือต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ
- อาการแย่ลงเมื่อมีการไอจามเบ่ง
- เพิ่งเริ่มปวดหัวบ่อยๆ ในวัยผู้ใหญ่ หากไม่เคยเป็นคนปวดหัวเรื้อรังมาก่อน แล้วเริ่มปวดหัวบ่อยและรุนแรงหลังอายุ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง
อาการปวดหัวจากเนื้องอกมักไม่มาเดี่ยวๆ แต่มักมีอาการทางระบบประสาทร่วม ได้แก่
- อาการชัก ที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยสาเหตุ
- แขน/ขาอ่อนเเรง หรือชา ข้างใดข้างหนึ่ง เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่
- พูดจาติดขัด นึกคำพูดไม่ออก
- คลื่นไส้ อาเจียน โดยไม่มีสาเหตุอื่น
- เฉื่อยชาลง ความจำแย่ลง

3 สัญญาณเตือนเงียบที่บอกว่า ‘เนื้องอก’ กำลังโตในสมองคุณ
เมื่อก้อนเนื้อโตขึ้น มันจะแย่งพื้นที่ในกะโหลกศีรษะและกดทับเนื้อสมองรอบ ๆ แต่อาการเริ่มแรกอาจจะมาในรูปแบบที่คนมักมองข้าม หรือคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน3
- พฤติกรรม คล้ายคนซึมเศร้า หรือสมองเสื่อม คนมักคิดว่าเกิดจากความเครียด ร่างกายเหนื่อยล้า หรืออายุที่มากขึ้น แต่หากเนื้องอกโตในสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมบุคลิกภาพและการตัดสินใจ จะเกิดอาการเฉื่อยชา, หงุดหงิดง่าย, หลงลืม หรือสมาธิสั้นลงอย่างรวดเร็ว
- อาการวูบสั้นๆ ที่ไม่ใช่การเป็นลม (Subtle Seizures) ไม่เสมอไปที่อาการชักจากเนื้องอกสมองต้องลงไปนอนดิ้นเกร็งกระตุกกับพื้น เนื้องอกที่พึ่งโตอาจกระตุ้นให้เกิดการชักเฉพาะที่ (Focal Seizure) เช่น เกิดอาการเหม่อลอยนิ่งค้างไปไม่กี่วินาที, มีอาการกระตุกเบาๆ ที่มุมปาก นิ้วมือ, ได้กลิ่นแปลกๆ ที่ไม่มีอยู่จริง
- สายตาและทักษะการประสานงานของร่างกายลดลง หากเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทตาหรือสมองส่วนท้าย (Cerebellum) จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ เดินชนขอบประตูหรือสิ่งกีดขวางบ่อยขึ้น, หยิบจับของพลาด บังคับมือยากขึ้น
หากคุณมีอาการเหล่านี้แล้วมันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน โดยไม่มีช่วงที่บรรเทาลงเลย ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำ MRI หรือ CT brain สมองเพื่อความแม่นยำและปลอดภัย
……….

ปวดหัวข้างเดิมซ้ำ ๆ นานเป็นปี ระวังสมองมีปัญหา!
โดยปกติแล้วการปวดหัวข้างเดียวเรื้อรังเป็นปีๆ มักเกิดจากโรคปวดศีรษะชนิดปฐมภูมิ (Benign Primary Headache) ซึ่งสร้างความรำคาญแต่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต เช่น
- โรคไมเกรน (Migraine) 30-40% มีอาการปวดไมเกรนที่ “ข้างเดิมเป็นประจำ”
- ปวดศีรษะแบบกลุ่มก้อน (Cluster Headache) ปวดเบ้าตาหรือขมับข้างเดียวอย่างรุนแรง เป็นนานหลายสัปดาห์แล้วหายไป แล้วกลับมาเป็นใหม่
- โรคเส้นประสาทใบหน้าอักเสบ (Trigeminal Neuralgia) ปวดจี๊ดเหมือนไฟช็อตที่แก้ม กราม หรือขมับข้างใดข้างหนึ่ง
โดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีสาเหตุร้ายเเรงแต่ในบางครั้งอาจมีสัญญาณเตือน ให้ทำการตรวจเพิ่มเติมคือนอกจากมีอาการปวดนานนับปีแล้ว อาจสังเกตลักษณะที่เปลี่ยนไปประกอบด้วย เช่น
- อาการเปลี่ยนไปจากเดิมชัดเจน จากที่เคยปวดไม่มาก ผ่านมาปีสองปีอาการปวดรุนแรงมากขึ้น
- เริ่มมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น เดินเซ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชัก หรือตามัวลงเรื่อยๆ
- ปวดหัวตุบๆ พร้อมกับได้ยินเสียงฟู่ๆ ในหู ตามจังหวะชีพจร อาจเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจต้องระวังหลอดเลือดผิดปกติ หรือเนื้องอก! หากคุณกำลังเจอปัญหาปวดหัวข้างเดิมมาเป็นปี ทานยาแก้ปวดก็ยังไม่หายควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทเพื่อวินิจฉัยโรคให้ตรงจุด
ปวดหัว คอแข็ง ก้มไม่ได้ ระวังไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อตึง!
ถ้าเป็นแค่กล้ามเนื้อตึง (Office Syndrome)
จะรู้สึกตึง หันซ้าย-ขวา ลำบาก หรือก้มแล้วตึงร้าวลงบ่า แต่หากพยายามฝืนก้ม คางจะยังสามารถก้มลงมาจรดหน้าอกได้
ถ้าเป็นสัญญาณอันตราย
จะมีอาการที่เรียกว่า คอแข็ง (stiff neck) คือผู้ป่วยจะไม่สามารถก้มศีรษะให้คางชิดหน้าอกได้เลยเนื่องจากเจ็บปวดรุนแรง
รู้ทันโรคอันตรายขั้นวิกฤตที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอาการนี้! หากมีอาการปวดหัวเฉียบพลัน ร่วมกับคอแข็งก้มไม่ได้ โรคที่ต้องระวังมีดังนี้
- โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) มักมาพร้อมกับอาการ ไข้สูง, หนาวสั่น, ตาสู้แสงไม่ได้ (Phonophobia), ซึมลง หรือสับสน
- ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยจะปวดหัวอย่างรุนแรงฉับพลันอาจมีอาเจียนพุ่ง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉียบพลันทางการแพทย์ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
หากคุณหรือคนรอบข้างมีอาการ ปวดหัว + คอแข็งก้มไม่ได้ + มีไข้สูง หรือ ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน ให้รีบไปพบแพทย์ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด คือ
ห้ามไปนวดเด็ดขาด และห้ามกินยาแก้ปวดแล้วนอนรอให้อาการหายเอง ![]()
ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันหลอดเลือดสมองและระบบประสาท




