เข้าห้องน้ำสาธารณะ เสี่ยงติดเชื้อ HPV จริงไหม…?

🚽 ห้องน้ำสาธารณะ… ติดเชื้อ HPV จนเป็นมะเร็งได้จริงไหม?

❌ คำตอบคือ “แทบเป็นไปไม่ได้เลย”

หลายคนกลัวการเข้าห้องน้ำสาธารณะเพราะกังวลเรื่องเชื้อ HPV (เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก) แต่ในทางการแพทย์ เชื้อไวรัส HPV เป็นไวรัสที่อ่อนแอมากเมื่ออยู่ภายนอกร่างกายของมนุษย์ เมื่อเชื้อหลุดออกมาอยู่ตามสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ฝารองนั่งชักโครก ลูกบิดประตู หรือก๊อกน้ำ เชื้อจะอ่อนแอลงและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อ HPV ที่ต้องรู้!

ติดทางไหน? ช่องทางหลักคือการสัมผัสทางเพศ ข้อมูลจาก WHO, ACS ระบุว่า มากกว่า 99% ของผู้ติดเชื้อมะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก

หายเองได้ไหม? จากสถิติของ CDC พบว่า ประมาณ 80-90% ของผู้ที่ได้รับเชื้อ ร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เองโดยไม่แสดงอาการใดๆ

อันตรายจากภัยเงียบ? การติดเชื้อเรื้อรังยาวนานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงในการพัฒนาไปเป็นโรคร้ายแรงในอนาคต เช่น มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งทวารหนัก, มะเร็งช่องปากและลำคอ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหูดหงอนไก่

 กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV มีใครบ้าง?

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย

แนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ 

  1. ฉีดวัคซีน HPV: แนะนำควรฉีดตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก (อายุ 9-15 ปีจะกระตุ้นภูมิได้ดีที่สุด) หรือผู้ใหญ่ก็ฉีดได้เพื่อป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติด
  2. ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ: ผู้หญิงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจภายในและตรวจหาเชื้อ HPV (HPV DNA Test) เพื่อเช็กความปลอดภัยก่อนที่เชื้อจะพัฒนาร้ายแรง

วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV 9 สายพันธุ์

HPV ตัวการร้าย ของโรคมะเร็งปากมดลูก!

หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกไปแล้วกว่า 2,200 ถึง 8,000 คนต่อปี  หรือคิดเฉลี่ยเป็น 7 ถึง 14 คนต่อวัน! ซึ่งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก คือ เชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 เมื่อเราติดเชื้อ HPV ร่างกายจะไม่มีอาการเจ็บ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการเตือนใดๆ เเต่เชื้อจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ปากมดลูกเงียบๆ

วิธีการป้องกันและรับมือ สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV 

ช่วงอายุที่ทำงานได้ดีที่สุด คือตั้งแต่อายุ 9 – 14 ปี (ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงที่สุดและมักเป็นช่วงที่ยังไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์) ส่วนอายุ 15 ปี ขึ้นไปยังคงฉีดได้เช่นกัน โดยจะต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม แม้จะเคยมีเพศสัมพันธ์หรือเคยติดเชื้อบางสายพันธุ์มาแล้ว วัคซีนก็ยังช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่น ๆ ที่คุณยังไม่เคยติดได้

ทั้งนี้ควรเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อลดการรับเชื้อและเสริมภูมิคุ้มกัน

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธุ์ สามารถลดความเสี่ยงในการรับเชื้อลงได้ถึงประมาณ 70% และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • งดการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารพิษในบุหรี่ทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่อยู่บริเวณเนื้อเยื่อบุผิว

เคยสงสัยไหมว่า… หากเราติดเชื้อ HPV ร่างกายเราจะมีอาการอย่างไร?

กรณีที่เชื้อหายไปเองตามธรรมชาติ

  • ช่วงแรกที่ติดเชื้อ ไวรัสจะเข้าไปเกาะและฝังตัวอยู่ที่เซลล์เยื่อบุผิวอ่อนๆ เช่น ปากมดลูก ช่องคลอด หรือองคชาต โดยที่ ไม่มีอาการใดๆ
  • ช่วงเวลา 6 – 24 เดือน หากเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อ HPV ออกไปจากร่างกายได้เองตามธรรมชาติ

กรณีเชื้อเติบโตกลายเป็น “หูด”

  • หลังจากได้รับเชื้อไปประมาณ 2-3 เดือน (หรืออาจเป็นปี) จะเริ่มมีติ่งเนื้อขรุขระ สีชมพูหรือสีเนื้อ ผิวคล้ายกะหล่ำปลีหรือหงอนไก่ งอกขึ้นมาบริเวณอวัยวะเพศ ปากช่องคลอด รอบทวารหนัก หรือโคนขา
  • หูดกลุ่มนี้ ไม่พัฒนากลายเป็นมะเร็ง แต่จะสร้างความเจ็บปวด คัน ระคายเคือง เลือดออกง่ายตอนสัมผัส และทำลายความมั่นใจ และมีโอกาสงอกกลับมาใหม่สูงหากภูมิคุ้มกันยังขับเชื้อตัวนี้ออกไปไม่ได้

กรณีที่เกิดการติดเชื้อเรื้อรังและพัฒนาเป็นมะเร็ง

  • ปีที่ 1-2 เชื้อไม่ยอมหายและเจาะลึกเข้าไปในดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ปากมดลูก
  • ปีที่ 3-5 เซลล์เริ่มเปลี่ยนสภาพอย่างชัดเจนหากตรวจคัดกรองด้วย HPV DNA Test จะเจอในระยะนี้ ซึ่งแพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อส่วนที่แปลกปลอมออกเพื่อรักษาให้หายขาดได้ก่อนจะลามเป็นมะเร็ง
  • ปีที่ 10-20 หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เคยตรวจคัดกรองเลย เซลล์จะกลายพันธุ์เป็น มะเร็งปากมดลูก (หรือมะเร็งทวารหนัก/มะเร็งลำคอ ขึ้นอยู่กับจุดที่ติดเชื้อ) *ในระยะนี้จะเริ่มมีอาการเด่นชัด เช่น มีเลือดออกผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ ประจำเดือนมาสลับกันมั่ว ตกขาวมีกลิ่นเหม็นเน่า หรือปวดอุ้งเชิงกราน
การตรวจภายในเป็นเรื่องสำคัญ เพราะโรคร้ายหลายอย่าง ไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป.. ไวรัส HPV ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่เสี่ยง ผู้ชายก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน และก่อให้เกิด… มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก ซึ่งอาจไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีอาการรุนแรงแล้ว! ตรวจค้นหาความผิดปกติก่อนที่ร่างกายจะแสดงอาการ เพื่อรับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

อ้างอิงข้อมูลสถิติจาก: World Health Organization (WHO): Cervical Cancer Information, Centers for Disease Control and Prevention (CDC): HPV Infection Fact Sheet., American Cancer Society (ACS): HPV and Cancer Prevention.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save