ฝีดาษลิง สายพันธุ์ใหม่ Clade Ib เพิ่มขึ้นในแถบแอฟริกา สายพันธุ์นี้แพร่กระจายได้ง่ายและรุนแรงกว่าเดิม
สิ่งที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ มีผู้ป่วยเด็กเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
โดยเป็นผู้ป่วยเด็กสูงถึง 70% และยังพบผู้ติดเชื้อนอกแอฟริกาเป็นครั้งแรกสิงหาคม 2024
ล่าสุด WHO หรือองค์การอนามัยโลก ได้ประกาศให้โรคฝีดาษลิง (mpox) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก ครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี เนื่องมาจากการระบาดของโรคฝีดาษลิงที่เพิ่มขึ้น
ฝีดาษลิงทำให้ผู้ป่วยมีอาการ
- มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- มีตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนอง บนผิวหนัง
- บางรายอาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน ไอ เจ็บคอ
เชื้อไวรัสฝีดาษลิง แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่
สายพันธุ์แอฟริกากลางหรือเคลดวัน (Clade I)
สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก หรือเคลดทู (Clade II)
ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์อาจทำให้เสียชีวิต แต่จากสถิติ สายพันธุ์เคลดวันจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า
โรคฝีดาษลิงสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด อาการมักไม่รุนแรง แต่ในบางกรณีอาจถึงแก่ชีวิตได้
โดยพบอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ 4 ใน 100 คน
ฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสที่แพร่สู่คนผ่านทางสัตว์ที่ติดเชื้อ และยังสามารถแพร่จากคนสู่คนได้โดยการสัมผัส
การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีตุ่มหนองหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัส หรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัส
สำหรับการป้องกัน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น
เฝ้าระวัง แต่ไม่ตื่นตระหนก! สังเกตอาการในกลุ่มผู้ที่เดินทางกลับจากทวีปแอฟริกา
หมั่นดูแลสุขภาพ และรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ
ขอบคุณข้อมูลจาก WHO, กรมควบคุมโรค, แพทย์หญิงวรฉัตร เรสลี อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลศิครินทร์
Facebook : Sikarin Hospital
Line@ : @sikarinhospital
Care Center : 1728




