ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) คือโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันโดยแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน สิ่งที่น่ากลัวกว่าการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือการมีภาวะแทรกซ้อนรุนเเรง ยิ่งในกลุ่มคนที่เปราะบาง เช่น คนท้อง เด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้คุ้มกันบกพร่อง ยิ่งอันตราย!
ภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่!
- ปอดอักเสบ (Pneumonia)/ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว (AROS)
- หลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
- หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) / ไซนัสอักเสบ (sinusitis)
- กล้ามเนื้ออักเสบ หรือหัวใจอักเสบ (Myositis / Myocarditis)
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration) นำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้
- สมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Encephalitis/Meningitis)
- ปลายประสาทอักเสบ (GBS syndrome)
- อาการชัก เกิดขึ้นได้ในเด็กเล็กเมื่อมีไข้สูง
- ภาวะแทรกซ้อนจากโรคประจำตัวเช่น หอบหืด เบาหวาน โรคหัวใจ
แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการต้องนอนโรงพยาบาล ลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะในคนที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ!!!
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
เมื่อร่างกายติดเชื้อไวรัส ระบบภูมิคุ้มกันจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายที่กำลังต่อสู้กับไข้ การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Heart Attack) เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ภายในสัปดาห์แรกที่ติดเชื้อ และอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลันจนหัวใจล้มเหลวได้ - โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ (หอบหืด, COPD)
ไวรัสไข้หวัดใหญ่โจมตีระบบทางเดินหายใจโดยตรง ในคนที่มีโรคปอดไวรัสจะทำให้หลอดลมตีบตัวแคบลงและอักเสบรุนแรงขึ้น นำไปสู่อาการหอบหืดกำเริบรุนแรง หรือเกิดปอดอักเสบ/ปอดบวมจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน (Secondary Bacterial Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว - โรคเบาหวาน
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง ทำให้เชื้อไวรัสลุกลามและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งการติดต่อทำให้มีการหลั่ง Hormone บางชนิดซึ่งส่งผลต่อการคุมระดับน้ำตาลในเลือด นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้
นอกจากผู้มีโรคประจำตัวแล้ว เด็ก ผู้สูงอายุ รวมถึงญิงตั้งครรภ์ก็ต้องระวังเป็นพิเศษ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูงฉับพลัน ปวดเมื่อยตามตัว ไอ เจ็บคอ ห้ามนอนรอไข้ลดเด็ดขาด ให้รีบไปพบแพทย์ทันที!
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไป ( High Dose Efluelda) ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุได้สูงกว่าและคงอยู่ได้นานกว่า จึงป้องกันการติดเชื้อไข้ หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุได้มากขึ้น
ไข้หวัดใหญ่ อันตรายถึงชีวิต…จริงไหม?
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้! คนส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากตัวไวรัสโดยตรง (ยกเว้นกรณีที่ไวรัสโจมตีรุนแรงเฉียบพลัน) แต่เสียชีวิตจาก “ภาวะแทรกซ้อน” ที่ตามมาหลังจากภูมิคุ้มกันถูกทำลาย เช่น
- ปอดอักเสบและปอดบวมรุนแรง (Pneumonia) ไวรัสหรือแบคทีเรียซ้ำซ้อนเข้าโจมตีปอด ทำให้เนื้อปอดเสียหาย ระบบแลกเปลี่ยนออกซิเจนล้มเหลว
- ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARDS) ปอดไม่สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้เพียงพอ
- ช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ร่างกายเกิดปฏิกิริยาอักเสบที่รุนแรงเพื่อสู้กับเชื้อ จนทำลายอวัยวะตัวเอง
- กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือสมองอักเสบ แม้จะพบได้น้อย แต่ถ้าเกิดขึ้น โอกาสเสียชีวิตจะสูงมา
ข้อควรรู้เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ คือ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนที่จะเริ่มมีอาการและจะยังคงแพร่เชื้อได้ดีที่สุดในช่วง 3-5 วันแรกที่มีอาการในผู้ใหญ่ทั่วไปยังสามารถแพร่เชื้อต่อได้ใน1สัปดาห์ ในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจแพร่เชื้อได้นานกว่านั้น
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ไหนอันตรายที่สุด?
“โรคไข้หวัดใหญ่” จะแบ่งสายพันธ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ สายพันธุ์ A B C และ D แต่ถ้าถามถึงสายพันธุ์ที่มีความรุนเเรงที่สุด คือ สายพันธุ์ A ความน่ากลัวของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ที่เราควรรู้ มีดังนี้
- กลายพันธุ์ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถป้องกันได้ถาวร และสามารถกลายพันธุ์จนเกิดการระบาดได้ทั่วโลก
- ภาวะ “พายุไซโตไคน์” ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ส่งผลให้เกิดอาการน้ำท่วมปอด ปอดอักเสบรุนแรง และระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
- ทำลายเกราะป้องกันปอด (Secondary Bacterial Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง
อาการเด่นระยะต้น ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
- ไข้สูงเฉียบพลัน 38.5 – 40 องศาเซียลเซียส
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขั้นรุนแรง
- ปวดศีรษะอย่างหนัก บริเวณหน้าผากหรือรอบดวงตา
- อ่อนเพลียอย่างรุนแรง แบบเฉียบพลัน
- อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้ง, เจ็บคอ และมีน้ำมูกไหลหรือคัดจมูก
อาการเมื่อเชื้อเริ่มลงปอด
- หายใจหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม แน่นหน้าอก
- ไอแล้วเจ็บหน้าอก / หายใจลึกแล้วมีอาการเจ็บน้าอก
- ริมฝีปาก ปลายเล็บคล้ำ บ่งบอกภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ
- ไข้ลดแล้วแต่กลับมาสูงใหม่ ดีขึ้น1-2 วันแล้วกลับมาสูงปรี๊ดพร้อมอาการไอที่รุนแรง
- อาการไข้สูงลอย ไม่ดีขึ้นแม้ผ่านมา 2-3 วันแล้ว
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การฉีด วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ เป็นประจำทุกปี แม้ไวรัสจะฉลาดในการกลายพันธุ์ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันตรงกันว่า วัคซีนสามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตได้





