รู้ทันสัญญาณเตือน “นิ่วในถุงน้ำดี”

นิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่เงียบแต่ร้าย และคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด คิดว่าคือ อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ กรดไหลย้อน หรือโรคกระเพาะธรรมดา แล้วปล่อยทิ้งไว้!!! เช็กอาการให้ชัดใช่อาการปวดท้องเพราะนิ่วหรือเปล่า? ปวดท้องกระเพาะ หรือ ปวดท้องนิ่วในถุงน้ำดี อาการแตกต่างกันอย่างไร?

อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร และ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นสองโรคที่คนสับสนกันได้บ่อยแต่ถ้าสังเกตดีๆ สองโรคนี้มี “พฤติกรรม” ของอาการปวดที่ต่างกันอยู่ เราจะเเยกอาการปวดของ 2 โรคนี้ได้อย่างไร ?

ปวดท้องกระเพาะ มักสัมพันธ์กับ เวลาที่ท้องว่าง เช่น เช้าก่อนทานอาหาร, กลางคืนตอนท้องว่างหรือกินอาหารไม่ตรงเวลา ตำแหน่งการปวดมักเป็นบริเวณ ลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงซ้าย ลักษณะปวดแบบแสบร้อน จุกแน่น หรือมวนท้องเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

ปวดท้องนิ่วในถุงน้ำดี มักสัมพันธ์กับ “ไขมัน” อาการมักจะมาหลังกินอาหารมื้อใหญ่หรืออาหารที่มีไขมันสูง มักปวดบริเวณ ใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ แต่จุดเด่นคือมักมีอาการปวดร้าวไปที่สะบักขวาหรือหลัง ลักษณะปวดแบบปวดตื้อรุนแรงเฉียบพลัน ปวดแบบตึงๆ และจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีอาการบ่อยมักจะมีแค่อืดๆ แน่นท้องหลังทานอาหาร

หากเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยอาจมีไข้ร่วมกับอาการปวดท้องจากการอักเสบของถุงน้ำดี แต่ถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารจะไม่มีไข้ร่วมด้วย ถ้ากินยารักษาโรคกระเพาะอาหาร แล้วหากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรตรวจเช็กกับแพทย์เฉพาะทางโดยละเอียด

 

สัญญาณเตือนเมื่อเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

  •  ปวดจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา
  •  คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืดบ่อย
  •  ปวดร้าวไปหลังหรือไหล่ขวา
  •  หากอักเสบ อาจมีไข้ หรือปวดเฉียบพลัน

————————

รู้หรือไม่? ผู้หญิงมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30-50 ปี รวมถึงผู้หญิงที่เป็นเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงควรเลี่ยงอาหารของมันของทอดของหวานจัด

ของทอดของมันที่ถูกปาก ไม่ได้ทำให้แค่น้ำหนักพุ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี เนื่องจากการรับประทานอาหารไขมันสูง ร่างกายจะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวเพื่อปล่อยน้ำดีมาย่อยไขมัน เมื่อทานของทอดของมันเป็นประจำถุงน้ำดีจะทำงานหนักจนเสื่อม หรือย่อยไม่ทัน
  • ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ในของทอด จะเพิ่มคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้เกิดตะกอนและเสี่ยงนิ่ว
  • ไขมันสูง จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวแรงเพื่อปล่อยน้ำดีมาย่อยไขมันทำให้ปวดจุกแน่น
  • การสะสมของนิ่ว เมื่อกินของทอดบ่อย น้ำดีอาจข้นขึ้น จนเกิดก้อนนิ่วอุดตัน
ผู้ที่ชอบรับประทานของมัน ของทอด ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และเมื่อมีอาการปวดจุก แน่นใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้หลังกินของมัน หากมีอาการเตือนเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” ข้างต้น แนะนำควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการโดยละเอียด เพราะหากเป็นนิ่วในถุงน้ำดี แล้วปล่อยไว้นานอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่น เช่น ตับ และอาจนำไปสู่โรคร้าย เช่น มะเร็งในท่อน้ำดี

ดื่มน้ำน้อยทำให้เสี่ยงเป็น “นิ่ว” จริงไหม?

“การดื่มน้ำน้อย” นับเป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนเสี่ยงเป็นนิ่วมาก โดยการดื่มน้ำน้อยจะส่งผลให้เกิดนิ่ว ชนิดหลักๆ ดังนี้

เสี่ยง “นิ่วในไตและระบบทางเดินปัสสาวะ” (Urinary Tract Stones)

การดื่มน้ำน้อยส่งผลให้ปัสสาวะเข้มข้นสูง ในปัสสาวะจะมีแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม, ออกซาเลต, กรดยูริก และฟอสเฟต ซึ่งเป็นขยะที่ร่างกายต้องขับออก เมื่อน้ำที่เป็นตัวทำละลายมีน้อยเกินไป สารเหล่านี้จะเข้ามาชนกัน จับตัวกัน และตกผลึกกลายเป็นก้อนนิ่วในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ

เช็กร่างกาย ดื่มน้ำพอหรือยัง? เราสามารถเช็กได้ง่ายๆ โดยการดูสีปัสสาวะระหว่างวัน
  •  สีเหลืองเข้ม / ส้ม: ร่างกายขาดน้ำ สารก่อผลึกนิ่วกำลังอิ่มตัว
  •  สีเหลืองอ่อนใสเกือบเป็นน้ำเปล่า: ร่างกายมีน้ำเพียงพอ

คนทั่วไปควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 2.5 – 3 ลิตร โดยจิบเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ใช่การดื่มอัดทีเดียวมื้อละลิตร เพื่อให้ร่างกายมีน้ำไปเจือจางสารตกตะกอนในไตอยู่ตลอดเวลา

 

5 พฤติกรรมเร่ง “โรคนิ่ว” ในกลุ่มคนเมือง

ไลฟ์สไตล์การทำงานของชาวออฟฟิศในปัจจุบัน เอื้อต่อการเกิด “โรคนิ่ว” ได้ง่ายมากอย่างคาดไม่ถึง! เพราะ Lifestyle วันทำงานของมนุษย์ออฟฟิศส่วนใหญ่ มักจะหมดไปกับการนั่งติดเก้าอี้ตลอด 8 – 10 ชั่วโมง ซึ่งพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันเหล่านี้เอง ที่เปรียบเสมือนโรงงานผลิตและปั้นก้อนนิ่วขึ้นมาทำร้ายร่างกายอย่างช้าๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเคยชินกับ 5 พฤติกรรมต่อไปนี้…ระวังเสี่ยงเป็นโรคนิ่วโดยไม่รู้ตัว!

  • พฤติกรรมดื่มน้ำน้อย หรือ ไม่ดื่มน้ำ หลายคนนั่งทำงานเพลินจนลืมเวลา พอน้ำเข้าร่างกายน้อยไตก็ไม่มีน้ำไปกรองของเสีย ปัสสาวะจึงเข้มข้นและเหลืองจัด แร่ธาตุต่างๆ ที่ควรจะถูกล้างทิ้งเลยตกตะกอน จับตัวกันเป็นก้อนนิ่วในไตทีละเล็กทีละน้อย
  • สายอั้นฉี่ อยากเคลียร์งานให้จบๆ หรือติดประชุมยาวๆ แล้วอั้นฉี่ทำให้น้ำปัสสาวะที่มีตะกอนแร่ธาตุเข้มข้นแช่ค้างอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะนานเกินไป สารเหล่านั้นจึงตกผลึกกลายเป็นก้อนนิ่ว และยังเสี่ยงต่อโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะอีกด้วย
  • ดื่มกาแฟดำเยอะ หรือดื่มแทนน้ำเปล่า กาแฟดำและชาเข้มข้น มีสารที่เรียกว่า “ออกซาเลต” (Oxalate) สูงมากซึ่งเป็นสารตั้งต้นอันดับหนึ่งในการเกิดนิ่ว เมื่อร่างกายรับสารนี้ปริมาณมากบวกกับดื่มน้ำเปล่าน้อย ออกซาเลตจะไปจับคู่กับแคลเซียมในระบบปัสสาวะ กลายเป็น “นิ่วแคลเซียมออกซาเลต”
  • ติดเก้าอี้ บางคนนั่งแช่อยู่กับที่ 4 ชั่วโมง ลุกไปกินข้าวเที่ยง กลับมานั่งแช่อีก 4 ชั่วโมง แทบไม่มีการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย การบีบตัวของทางเดินปัสสาวะทำงานช้าลง ตะกอนต่างๆ จึงตกผลึกและตกค้างอยู่ในไตได้ง่ายกว่าคนที่ขยับร่างกายบ่อยๆ
  • สายแซ่บ/บุฟเฟต์ หลังเลิกงาน อาหารรสจัดและขนมกรุบกรอบมีโซเดียมสูงมาก ซึ่งโซเดียมจะไปบล็อกไม่ให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมกลับ ทำให้แคลเซียมล้นออกมาในปัสสาวะและเนื้อสัตว์ปริมาณมากๆ ในบุฟเฟต์จะมีกรดยูริกสูง ยิ่งกินสารตั้งต้นนิ่วก็ยิ่งแน่นร่างกาย
เพราะโรคนิ่วอาจเริ่มต้นจากอาการปวดท้องที่ดูเหมือนธรรมดา แต่อันตรายที่ซ่อนอยู่นั้นรุนแรงกว่าที่คิด หากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีสัญญาณเตือนโรคนิ่ว อย่ารอจนอาการลุกลามหรือซื้อยาทานเองเด็ดขาด แนะนำให้รีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้รักษาได้อย่างทันท่วงที ปลอดภัย และไม่ต้องทนทรมานกับความเจ็บปวด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save