เปรียบเทียบอาการ “งูสวัด” ในคนทั่วไป vs คนป่วยโรคเรื้อรัง

งูสวัด มีเชื้อชนิดเดียวกับที่ก่อโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากอีสุกอีใส เชื้อจะหลบซ่อนในปมประสาท และกลับมากำเริบเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เครียดหนัก นอนไม่พอ จะทำให้งูสวัดกำเริบ แม้โรคนี้จะพบได้ทั้งในคนทั่วไปหรือคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง แต่ในทาง “ความรุนแรง” และ “ภาวะแทรกซ้อน” แตกต่างกันอย่างชัดเจน คนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังจะมีความรุนแรง หรือเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่า!

เครียดหนัก ไม่หลับไม่นอน ระวัง “งูสวัด” ถามหา!

อาการ “งูสวัด” ในคนทั่วไป vs คนป่วยโรคเรื้อรัง

งูสวัดในคนทั่วไป ในคนที่สุขภาพแข็งแรง งูสวัดมักมีอาการ เช่น มีผื่นตุ่มน้ำขึ้นตามแนวเส้นประสาท ปวดแสบปวดร้อนบริเวณผื่น อาจมีไข้หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย โดยทั่วไป หากได้รับการรักษาเร็ว อาการมักดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์

งูสวัดในคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำงูสวัดมักมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่า อาการที่พบได้บ่อย เช่น

  • ปวดแสบปวดร้อนบริเวณผื่นมากและอาจปวดนานกว่าปกติ
  • แผลหายช้า เสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อน
  • มีโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังหลังแผลหายและเป็นปี 

งูสวัด…แผลหายแล้ว แต่ทำไมยังเจ็บนานเป็นปี?

ความแตกต่างที่สำคัญ 

  • คนทั่วไป : อาการมักหายได้ในระยะเวลาไม่นาน
  • คนที่มีโรคเรื้อรัง : เสี่ยงอาการรุนแรง และปวดเรื้อรังได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

งูสวัด อันตรายกว่าที่คิด – ภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด

แม้ว่าจะป่วยเป็น โรคงูสวัด เหมือนกัน แต่ความรุนแรงของอาการนั้นไม่เท่ากัน โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคงูสวัดอาจมากกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน  

การป้องกันสำคัญที่สุด! ปัจจุบันสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการป้องกัน เช่น การดูแลสุขภาพและควบคุมโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และ “วัคซีนป้องกันงูสวัด” ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดโรคและลดความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการป้องกันด้วยวัคซีนเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเหมาะสม

วัย 50+ เสี่ยงโรคงูสวัดมากกว่า 90% เนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เสื่อมลงตามอายุทำให้เสี่ยงเป็นโรคงูสวัดได้ง่ายขึ้น!

โรคงูสวัด (Shingles) เป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นตามอายุ โดยอาการปวดและภาวะแทรกซ้อนของผู้สูงวัยมักจะรุนแรงและมีอาการยาวนานกว่าผู้มีอายุน้อยกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานลดลงจากอายุที่มากขึ้นและปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคเอสไอวี หรือ รับประทานยากดภูมิต้านทาน

ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ชนิดใหม่ มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการเกิดโรคงูสวัด 97.2% และประสิทธิภาพในการป้องกันอาการปวดเส้นประสาท (PHN) 91.2% แนะนำฉีดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 2-6 เดือน

ใครควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด?

  • ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน
  • ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1-2 เดือน
*การป้องกันโรคงูสวัด สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคโดยวัคซีน 1 เข็ม มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดีที่สุดประมาณ 10 ปีนับจากวันที่ฉีด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save