ปวดท้องแบบนี้ใช่โรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ) หรือไม่?

ปวดท้องแบบนี้ใช่โรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ) หรือไม่?

 

ปวดท้องแบบนี้ใช่โรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ) หรือไม่

 

"โรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ)" เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อมีอาการปวดท้อง

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องแบบไหนเป็นโรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ)

หรือเป็นอาการปวดท้องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ...

 

ปวดท้องแบบไหนเป็นโรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ)

อาการของโรคกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องกลางท้องช่วงบน ลักษณะการปวดคือรู้สึกปวดแน่น หรือแสบร้อนสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น หลังรับประทานอาหารอาการปวดท้องจะดีขึ้นหรือแย่ลง บางคนมีอาการอิ่มง่าย อิ่มเร็ว ระยะเวลาของการปวดอาจเป็นวันหรือเป็นเดือน หรือมีลักษณะเป็นๆหายๆ โดยส่วนใหญ่ไม่รุนแรงแต่ถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกที่กระเพาะอาหาร, กระเพาะอาหารทะลุ, กระเพาะอาหารอุดตัน, มะเร็งกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยก็อาจเสียชีวิตได้

 

สาเหตุโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

  • รับประทานยาแก้ปวดชนิดที่กัดกระเพาะอาหาร

  • รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด

  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

  • ความเครียด

  • รับประทานอาหารรสเผ็ด

  • รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา

 

เชื้อเอชไพโลไร คืออะไร?

"เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร" เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเยื่อบุกระเพาะ ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุกระเพาะ เกิดแผล และมะเร็งกระเพาะอาหารได้

 

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา โดยมีวิธีแก้ปวดท้องโรคกระเพาะในเบื้องต้น ดังนี้

  • รับประทานแต่ละมื้อให้น้อยลง
  • งดอาหารรสเผ็ดและรสจัด
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์และกาแฟ
  • งดการสูบบุหรี่
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

ปวดท้องแบบไหนเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

1. มีอาการปวดท้องในคนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

2. เลือดออกทางเดินอาหาร (อาเจียนมีเลือดปน, ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดปน หรือถ่ายอุจาระมีสีดำ), น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ, อาเจียนบ่อยๆทุกวัน

3. ไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ยาลดกรดแบบเม็ด เป็นระยะเวลา 4 - 8 สัปดาห์หลังการรักษา

4มีอาการเป็นๆหายๆบ่อยครั้ง, มีประวัติมะเร็งกระเพาะอาหารหรือทางเดินอาหารของญาติสายตรงลำดับหนึ่ง (ได้แก่ พ่อ, แม่, พี่, น้อง)

 

ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวเบื้องต้นควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องกระเพาะอาหาร ซึ่งการส่องกล้องกระเพาะอาหารเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและมีภาวะแทรกซ้อนน้อย ทำได้โดยการพ่นยาชาเฉพาะที่บริเวณในช่องคอ หรือยาฉีดทางหลอดเลือดดำเพื่อให้ผู้ป่วยหลับ และนำกล้องลักษณะคล้ายท่อขนาดเล็กประมาณ 1 เซนติเมตร ผ่านช่องคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น  เพื่อให้เห็นการอักเสบ แผล หรือเนื้องอก ทั้งนี้ การส่องกล้องยังสามารถบันทึกภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว, สอดที่ตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กผ่านทางกล้อง เพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิเพื่อหามะเร็ง เป็นต้น

 

"โรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ดังนั้น ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อให้คำแนะนำและการรักษา และทราบวิธีการดูแลตนเองเบื้องต้นหากป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร และสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการซึ่งเป็นสัญญาณเตือนโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

โปรแกรมเหมาจ่ายส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร คลิก เพื่อดูรายละเอียด

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ คลิก

 กับ นายแพทย์พิสัย แก้วรุ่งเรือง

 

นายแพทย์พิสัย แก้วรุ่งเรือง