ทำไม! ต้องตรวจสุขภาพ (ตอนที่ 2)

ทำไม! ต้องตรวจสุขภาพ (ตอนที่ 2)

ทำไมต้องตรวจสุขภาพ ตอนที่ 2                               
โดย    นายแพทย์ธงชัย ฉัตรยิ่งมงคล

 

                การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นกิจกรรมการประเมินภาวะสุขภาพของร่างกายโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ การตรวจสุขภาพเริ่มจากการสัมภาษณ์สอบถามประวัติอาการ ประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว และประวัติการแพทย์ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เพื่อค้นหาปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและหาแนวทางป้องกันมิให้ภาวะที่ผิดปกติลุกลามออกไป และสามารถควบคุมได้โดยการรับการแนะนำรวมทั้งแนวทางในการปฏิบัติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

                หลังจากการสัมภาษณ์สอบถามประวัติต่างๆแล้วแพทย์จะดูลักษณะความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย วัดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ  ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงเพื่อดูลักษณะรูปร่างว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ อ้วนหรือผอมเกินไปหรือไม่ ตรวจวัดสายตา การได้ยิน ร่วมกับรายการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เพื่อนำมาประกอบกับปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ก็จะทำให้ทราบว่า ภาวะสุขภาพร่างกายมีความสมบูรณ์ในระดับที่ต้องการหรือยัง

                และก่อนที่จะไปทำความเข้าใจผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เครื่องมือในการตรวจมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะทำให้ผลการตรวจถูกต้องแม่นยำ โรงพยาบาลศิครินทร์ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งและได้นำเครื่องมือที่ใช้ในห้องปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุด และทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องมือชุดดังกล่าวกำลังจะนำไปติดตั้งที่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดีที่กำลังจะเปิดให้บริการ ฉะนั้นจึงทำให้มั่นใจได้ว่า ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลศิครินทร์ จะให้ความเชื่อมั่นและมั่นใจต่อผู้มารับการตรวจได้อย่างดีที่สุด

 

ต่อไป เราจะมาเรียนรู้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เป็นพื้นฐานทั่วไป โดยเริ่มจาก

1. ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และเกล็ดเลือด ( Complete Blood Count ) เพื่อตรวจดูเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ มีภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อ หรือภาวะอื่นๆ ที่ดูได้จากความผิดปกติของเม็ดเลือดเช่นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น 

2. การตรวจกรุ๊ปเลือด ( Blood group ) เพื่อให้ทราบว่าเรามีเลือดกรุ๊ปเอ บี โอหรือ เอบี เพราะว่า กรุ๊ปเลือดจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

3. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ( Fasting Plasma Glucose ) เพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือดว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานหรือไม่ เช่น ถ้าเกิน 126 mg/dl  เพื่อหาแนวทางการดูแลรักษาหรือแนวทางการแก้ไขโดยอาจเริ่มจากการควบคุมอาหาร, การออกกำลังกายก่อนการใช้ยา เป็นต้น 

4. การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ( Hb A1c ) เพื่อดูการสะสมของน้ำตาลย้อนหลัง 2 – 3 เดือน ว่าการคุมอาหารและออกกำลังกายดีหรือไม่

5. การตรวจการทำงานของไต ( BUNCreatinine และeGFR ) วัดระดับสารเคมีในเลือดดูความสามารถในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เพื่อดูหน้าที่ว่าไตปกติ หรือมีภาวะไตเสื่อมหรือไม่

6. การตรวจระดับกรดยูริค ( Uric acid ) เพื่อตรวจภาวะกรดยูริคสูงในร่างกาย อาจก่อให้เกิดโรคเก้าท์ หรือไขข้ออักเสบ หรือก่อให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

7. การตรวจระดับไขมันในเลือด ( Lipid Profile ) คือการตรวจหาระดับไขมันในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบทำให้เกิดอัมพาตครึ่งซีก ( Stroke ) ซึ่งไขมันในเลือดมีหลายชนิด เช่น คลอเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ไตรกลีเซอไรด์ ( Triglyceride ) ไขมันความหนาแน่นต่ำ (Low Density Lipoprotein ) ซึ่งเป็นไขมันไม่ดีควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ และไขมันชนิดดีคือไขมันความหนาแน่นสูง (High Density Lipoprotein ) ควรให้อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ เพื่อเป็นการป้องกันภาวะหรือโรคดังกล่าวข้างต้น

 

              เป็นอย่างไรบ้างครับรายละเอียดต่างๆ เบื้องต้นของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ มีประโยชน์มากทีเดียวในการที่จะเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของเรา เพราะว่าความผิดปกติที่พบในระยะเริ่มแรก ขอย้ำอีกครั้งความผิดปกติที่พบในระยะเริ่มแรก อาจสามารถแก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเริ่มออกกำลังกายที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่สำคัญคือเริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวค่อยทำ

              ในตอนต่อไปจะกล่าวถึงผลการตรวจในห้องปฏิบัติการตัวอื่นๆ ที่จะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า การตรวจแต่ละอย่างมีความสำคัญต่อภาวะสุขภาพร่างกายเราเพียงใด โปรดติดตามในตอนต่อไป

 

             .........CHANGE for BETTER LIFE…NOW……

 

      

 

 

 

นายแพทย์ธงชัย ฉัตรยิ่งมงคล