นวัตกรรมเพื่อการรักษา “ โรคนิ่วในถุงน้ำดี ”

นวัตกรรมเพื่อการรักษา “ โรคนิ่วในถุงน้ำดี ”

เทคโนโลยีผ่าตัดด้วยกล้อง นวัตกรรมเพื่อการรักษา “ โรคนิ่วในถุงน้ำดี ”

                ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วย “โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

                ดังนั้นเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์สุขภาพดังกล่าว โรงพยาบาลศิครินทร์จึงมีบริการ “การผ่าตัดด้วยกล้อง” ที่เพียบพร้อมไปด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ห้องผ่าตัดเฉพาะทาง และเครื่องมือสุดทันสมัยไว้พร้อมบริการ ติดตามข้อมูลที่น่าสนใจเหล่านี้ จากโรงพยาบาลศิครินทร์ค่ะ

เทคนิคดูแลตนเองป้องกันนิ่ว        

                คุณหมอมณเฑียรแนะนำว่า หากผู้ที่ยังไม่ป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี หรือป่วยแล้วแต่อาการยังไม่มาก สามารถดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการลุกลามได้ดังนี้

• งดอาหารไขมันสูง

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายได้ดีขึ้น

• งดดื่มเหล้า สูบบุหรี่

•ไม่ควรลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่ทำให้น้ำหนักลดลงรวดเร็ว เนื่องจากตับจะต้องขับไขมันออกมาในปริมาณมาก และเมื่อขับน้ำดีออกมาย่อยสลายไขมันไม่ทัน ไขมันที่คั่งค้างจะส่งผลให้เกิดนิ่วได้

รู้จักโรคนิ่วในถุงน้ำดี

                นายแพทย์มณเฑียร มรุตกรกุล ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดี (ERCP) และการผ่าตัดด้วยกล้อง (Laparoscopy) ให้ข้อมูลว่า โรคนิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุหลักมาจากการบริโภคอาหารไขมันสูง ทำให้ตับผลิตน้ำดีออกมาย่อยสลายไขมันไม่เพียงพอกับปริมาณไขมันที่ร่างกายรับเข้า ไขมันที่ย่อยสลายไม่หมดจึงตกตะกอนและจับตัวเป็นก้อนนิ่วอยู่ในถุงน้ำดี

                “เมื่อก่อนนี้ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันเราพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากพฤติกรรมการบริโภคที่บริโภคไขมันกันมากขึ้น ทำให้เกิดโรคได้เร็วขึ้น และจากการที่คนยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการตรวจร่างกายกันมากขึ้นด้วยครับ”

                เมื่อสอบถามถึงกระบวนการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีในปัจจุบัน คุณหมอมณเฑียรอธิบายดังนี้

                “สำหรับคนที่มีร่างกายแข็งแรง หรืออายุยังน้อย รวมถึงอาการของโรคไม่รบกวนการใช้ชีวิตมาก ก็ไม่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดครับ เพราะโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนนั้นมีต่ำ ประมาณร้อยละ 1-3 ต่อปีเท่านั้น จึงแนะนำให้คอยตรวจและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอ”

                “ยกเว้นในกรณีที่มีอาการแสดงชัดเจน ได้แก่ อาการปวดจุก แน่นท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย รวมถึงอาการปวดท้องต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงหลังกินอาหาร แสดงว่านิ่วในถุงน้ำดีเริ่มก่อกวนร่างกาย หากปล่อยไว้นานจนเกิดอาการถุงน้ำดีอักเสบจะทำให้มีไข้ขึ้น และปวดมากยิ่งขึ้น อาการลักษณะนี้จึงแนะนำให้ผ่าตัดครับ”

รู้ลึก รู้จริง “ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยวิธีการส่องกล้อง”

สำหรับการผ่าตัดรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้รับความนิยมในปัจจุบันมี 2 วิธีการดังนี้

                “วิธีแรกคือ การผ่าตัดด้วยการเปิดหน้าท้อง โดยเปิดช่องท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านขวายาวประมาณ 6-7 เซนติเมตรโดยเฉลี่ย โดยวิธีการนี้แพทย์มักให้ผู้ป่วยนอนพักดูอาการที่โรงพยาบาลประมาณ 3-5 วัน และพักงานประมาณ 1 เดือน ซึ่งถือว่าก็นานพอสมควร”

                “ปัจจุบันจึงมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือ การผ่าตัดด้วยกล้อง โดยเจาะช่องเป็นแผลขนาดเล็กๆ ประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร จำนวน 3 – 4 จุด เพื่อสอดอุปกรณ์และกล้อง วิธีการนี้ให้ผลดีเทียบเท่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่เจ็บน้อยกว่า แผลหายเร็วกว่า นอนดูอาการที่โรงพยาบาลเพียง 1 – 2 วัน พักงานอีก 1 สัปดาห์ก็กลับไปทำงานได้เป็นปกติ เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผ่าตัดแบบแรกครับ”

                เมื่อถามถึงจุดเด่นเกี่ยวกับบริการการผ่าตัดด้วยกล้องของโรงพยาบาลศิครินทร์ ก็ได้รับคำตอบว่า

                “จุดเด่นในการบริการของเรา นอกจากเครื่องมือผ่าตัดที่มีความทันสมัย อีกทั้งมีทีมศัลยแพทย์ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ห้องผ่าตัดด้วยกล้องของโรงพยาบาลศิครินทร์ยังได้ออกแบบขึ้นเพื่อการผ่าตัดส่องกล้องโดยเฉพาะ จึงมีการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม ช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว การันตีโดยการได้รับรองมาตรฐาน”

                โดยนอกจากการผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ห้องผ่าตัดด้วยกล้องของโรงพยาบาลแห่งนี้ยังพร้อมให้บริการผ่าตัดประเภทอื่นๆ อาทิ การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ไส้เลื่อน รวมถึงการผ่าตัดก้อนที่ต่อมหมวกไต และอื่นๆอีกด้วย

                สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1728, โทรศัพท์ 0 – 2366 – 9900 หรืออีเมล์ contact@sikarin.com

นายแพทย์มณเฑียร มรุตกรกุล